Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

Chandelier เลือกอย่างไร ให้เหมาะกับบ้าน

26 Apr 2011 - akanek_ja_ja

อย่างที่ทราบกันว่า ในบรรดาโคมไฟทุกประเภท แชนเดอร์เลียร์คือสุดยอดโคมไฟตกแต่งที่ให้ความสวยงามมากที่สุด หลายคนก็เลยนึกอย่างมีแชนเดอร์เลียร์สวยๆ สักชิ้นไว้ในบ้าน แต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า ควรจะเลือกแชนเดอร์เลียร์แบบไหนให้เข้ากับบ้าน หรือต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้างก่อนซื้อแชนเดอร์เลียร์มาติดตั้ง หรือแม้แต่คนที่มีแชนเดอร์เลียร์อยู่แล้ว แต่ไม่แน่ใจ จะทำความสะอาดกันอย่างไร 

 
 วันนี้ก็เลยหยิบเอาประเด็นนี้ไปถาม คุณคุณศุภกร และคุณทศพล ทั่งสกุลทอง จาก Lighting house และ Burgundy Grande อีกครั้ง  
 
 
รูปแบบของแชนเดอร์เลียร์
สมัยก่อน หากไปตามโรงแรมต่างๆ ที่มีห้องโถงกว้างๆ เรามักจะ เห็นแชนเดอร์เลียร์คริสตัลขนาดใหญ่ รูปทรง Classic เป็นเหมือนพระเอกประจำห้องประชุมเหล่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ แชนเดอร์เลียร์มีการพัฒนาทั้งรูปแบบ วัสดุ และขนาดมากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยด้วย โดยเราพอจะสรุปรูปแบบของแชนเดอร์เลียร์ที่นิยมนำมาตกแต่งได้ ดังนี้
 
แชนเดอร์เลียร์แบบ Classic   เป็นแชนเดอร์เลียร์รูปแบบดั่งเดิม เน้นสร้างความหรูหรา ภูมิฐาน ตัวแชนเดอร์เลียร์ประดับตกแต่งด้วยเม็ดคริสตัล และ นิยมลวดลายซับซ้อน ละเอียดอ่อน โครงหรือกิ่งก้านมักทำจากแก้ว เม็ดคริสตัลเมื่อกระทบกับแสงไฟจะส่งประกายระยิบระยับ นิยมเม็ดคริสตัลใส ส่วนมากจะใช้งานอยู่ตามตามโบสถ์สำคัญๆ ในต่างประเทศหรือสถานที่สำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ เช่น พระราชวัง หรือ อาคารของรัฐบาล เป็นต้น
 
 
นอกจากกลุ่มแชนเดอร์ดลีย คริสตัลแล้ว โคมไฟแชนเดอร์ดลียในกลุ่ม Classic ยังรวมไปถึงโคมไฟหิ่นอ่อน จำพวก Alabaster อีกด้วย ซึ่งโคมไฟกลุ่มนี้ จะให้อารมณ์ที่ออกเรียบ และ เย็นกว่า 
 
แชนเดอร์เลียร์แบบ Comtemporary แชนเดอร์เลียร์ที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างรูปแบบคลาสสิคกับรูปแบบในปัจจุบัน เราจึงได้เห็นวัสดุใหม่ๆ ถูกนำมาใช้กับแชนเดอร์เลียร์ เช่น ผ้า กระดาษสา เหล็กโครเมียม ทองเหลืองรมดำ แก้ว เขาหรือกระดูกสัตว์ แต่ก็อาจจะมีคริสตัลให้เห็นอยู่บ้าง ส่วนรูปทรงก็ค่อนมาทางเรียบๆ ไม่มีลวดลายซับซ้อนเท่ากับงาน classic โครงหรือกิ่งก้านจะเป็นโลหะ หรือวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ เขาหรือกระดูกสัตว์ ส่วนใหญ่แล้วเห็นได้ตามโถงโรงแรมหรูๆ หรือสถานที่ที่ตกแต่งในบรรยากาศร่วมสมัย
 
 
แชนเดอร์เลียร์ Modern Classic เป็นแชนเดอร์เลียร์ที่มีพื้นฐานมาจากแชนเดอร์เลียร์กลุ่ม classic เพิ่มเติมความทันสมัยด้วย วัสดุใหม่ๆ เช่น โครงหรือกิ่งก้านเป็นเหล็ก ตัวโคมที่ทำจากผ้า หรือแก้วเป่า เน้นความรู้สึกเรียบง่าย อบอุ่น แต่เริ่มมีสีสันมากขึ้น รูปทรงยังคงความอ่อนช้อยงดงามแบบ classic ถ้าเคยเข้าไปใช้บริการร้านค้าต่างๆ ที่ตกแต่งในสไตล์ boutique shop อย่างร้านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแถวๆ สยาม ก็จะเห็นแชนเดอร์เลียร์ประเภทนี้ตกแต่งอยู่ภายในร้าน
 
 
 
แชนเดอร์เลียร์ Modern แชนเดอร์เลียร์สมัยใหม่ที่เน้นความสวยงามแบบเรียบง่าย ไม่เหลือเค้าโครงแบบดั่งเดิมเลย ตกแต่งด้วยดวงโคมน้อยชิ้นเน้นรูปทรงเรขาคณิต ไม่โค้งมนมากนัก และจะไม่มีคริสตัลในแชนเดอร์เลียร์ประเภทนี้เลย แต่จะใช้วัสดุต่างๆ กันไปแล้วแต่ดีไซน์ เช่น เรซิ่น เหล็ก สเตนแลส และด้วยความที่รูปทรงเรียบง่ายก็เลยทำให้บางคนรู้สึกว่าดูแข็งเกินไป ไม่สวยงามนัก จึงเหมาะกับบ้านสไตล์โมเดิร์นเสียเป็นส่วนใหญ่
 
เลือกซื้ออย่างไร
หลายคนที่เปิดแคทตาล็อกหรือเดินเข้าไปในร้านขายโคมไฟก็มักจะปวดหัวว่าจะเลือกแบบไหน ทรงอะไรดี ทาง Burgundy จึงให้หลักในการเลือกซื้อแชนเดอร์เลียร์ไว้ว่า
 
เลือกให้เหมาะกับสไตล์ของบ้านหรือห้องที่จะติดตั้ อันดับแรกคือ แชนเดอร์เลียร์ต้องเหมาะกับ mood & tone ของบ้าน ต้องดูว่า วัสดุตกแต่ง วอลเปเปอร์ พื้นหรือเฟอร์นิเจอร์สไตล์ไหน เช่น ถ้าบ้านสไตล์ classic  ก็ควรเลือกแชนเดอร์เลียร์ที่มีความรู้สึกหรูหรา อย่างแชนเดอร์เลียร์คริสตัล หรือถ้าบ้านเป็นแนว contemporary  ที่เน้นวัสดุประเภทไม้หรือผ้า ก็ควรเป็นแชนเดอร์เลียร์ที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เช่น แชนเดอร์เลียร์ไม้ หินอลาบาส ผ้า หรือเหล็ก wrought iron  เพราะบ้านแนวนี้มักจะไม่เหมาะกับแชนเดอร์เลียร์ที่ให้ประกายแสงวูบวาบ ส่วนบ้านที่ modern ก็ควรเลือกแชนเดอร์เลียร์ผ้า แก้วหรือโลหะต่างๆ ที่เป็นรูปทรง freeform ที่ล้อไปกับสถาปัตยกรรมได้
 
 
 
เลือกให้เหมาะกับขนาดของห้องหรือพื้นที่   แชนเดอร์เลียร์ที่พอดีกับขนาดของห้อง ควรมีขนาดไม่เกิน 30 % ของพื้นที่ห้อง เช่น ถ้าห้อง ขนาด 6x6 ม. ขนาดความกว้างของแชนเดอร์เลียร์ก็ควรจะอยู่ที่ประมาณ 1.8 ม. เพื่อให้ได้สัดส่วนที่สวยงามลงตัวระหว่างห้องกับแชนเดอร์เลียร์
 
 เรื่องของความสูงทางคุณทศพลบอกว่าสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ใช่ว่าจะเลือกติดตั้งตามใจตัวเองได้ เพราะเขาจะมีสูตรกำหนดความสูงของแชนเดอร์เลียร์ ที่ใช้กันทั่วไปคือ ห้องทั่วๆ ไปแล้ว เพดานจะสูงจากพื้นประมาณ 2.5 ม. แชนเดอร์เลียร์จึงต้องอยู่สูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า 180 ซม. เพื่อให้สามารถมองเห็นแชนเดอร์เลียร์ได้ในระดับสายตา ไม่สูงจนต้องเงยหน้าขึ้นมองหรือเตี้ยจนชนกับศีรษะได้  
ส่วนแชนเดอร์เลียร์ในห้องทานอาหาร โดยมากแล้วจะแขวนอยู่กลางโต๊ะอาหาร ระดับความสูงก็ควรอยู่เหนือศีรษะในระยะที่เมื่อลุกจากโต๊ะอาหารแล้วศีรษะจะไม่ชนกับแชนเดอร์เลียร์ได้  ทาง Burgundy จะแนะนำให้ติดตั้งสูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า 180 ซม. เพื่อให้ได้ระยะที่สวยงามและไม่เป็นอันตรายกับผู้ใช้งาน เพราะเวลาที่เราใช้งานในห้องอาหารก็มักจะอยู่ในท่านั่ง ทำให้ความสูงของเราในขณะนั่งลดลง เช่น ถ้าความสูงของคนอยู่ที่ 180 เมื่อนั่งแล้วความสูงจะเหลือไม่เกิน 130 ซม. ก็จะเหลือพื้นที่ว่างระหว่างศีรษะกับแชนเดอร์เลียร์ พอดี
 
 
แต่ทั้งหมดก็ไม่ใช่หลักตายตัวเสมอไป เพราะต้องดูที่ความสูงของห้องเป็นหลัก  คุณทศพลบอกเราว่าทุกๆ ความสูงของเพดานที่เพิ่มขึ้น 10 ซม. ก็จะต้องเพิ่มความสูงของแชนเดอร์เลียร์เข้าไปอีก 1 ซม. เช่นกัน
 
ติดตั้งอย่างไร
เนื่องจากแชนเดอร์เลียร์เป็นโคมไฟที่ต้องห้อยจากฝ้า และแชนเดอร์ดลียขนาดใหญ่ๆมักจะมีน้ำหนักมาก  การคำนึงถึงการรอบรับ จึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะ Grand Chandeliar บางตัวคุณทศพลบอกว่าน้ำหนักเป็นตันก็มี เรื่องการติดตั้งจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากติดตั้งไม่ดีก็เสี่ยงเจอปัญหาสารพัด ที่รุนแรงก็เช่น support ของบ้านรับน้ำหนักไม่ไหว แชนเดอร์เลียร์อาจตกลงมาได้ ที่เบาลงมาหน่อยก็อาจเป็นการติดตั้งในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ทำให้แชนเดอร์เลียร์เสียหายจากการกระทบกัน หรือติดตั้งแล้วทำความสะอาดยาก ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าติดตั้งไม่ดีพอ อย่างไรก็ดี วิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็มีเช่นกัน เช่นการทำ Support ที่แข็งแรง และปรึกษากับผู้ขายเรื่องน้ำหนัก ก่อนที่จะมีการเลือกซื้อ นอกจากนั้น การใช้รอกในการนำโคมไฟขึ้นลงก็เป็นที่นิยมเช่นกัน อย่างที่ Burgundy ก็มีการนำรอกไฟฟ้าเข้ามาขายด้วย
 
ตำแหน่งที่ติดตั้ง เนื่องจาก chandelier และไฟห้อยเกือบทุกชนิดไม่ชอบลม จึงไม่ควรติดตั้งใกล้ๆ แอร์ หรือพัดลม หรือจุดที่มีกระแสลมพัดผ่าน เพราะกระแสลมที่เกิดขึ้นอาจไปทำให้เม็ดคริสตัลหรือตัวโคมเกิดการสั่น ปลิว และตกลงมาได้ ที่สำคัญ กระแสลมมักจะพัดพาเอาฝุ่นละอองมาด้วย จึงไม่เป็นผลดีกับแชนเดอร์เลียร์แน่นอน
 
 
 
การทำ Support ที่เพียงพอ    ในการเลือกซื้อโคมไฟมีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งว่า ก่อนซื้อต้องทราบน้ำหนักก่อน จะได้รู้ว่า support ของบ้านสามารถรับน้ำหนักได้หรือไม่ 
เรื่องการทำ Support เป็นหัวใจสำคัญในการติดตั้งแชนเดอร์เลียร์ เพราะ แชนเดอร์เลียร์ตัวใหญ่ๆ หรือใช้วัสดุแปลกๆ เช่น หิน หรือโลหะ น้ำหนักก็ยิ่งมากขึ้น หากทำ support ไม่เพียงพอกับน้ำหนัก แชนเดอร์เลียร์ก็จะตกลงมาได้ จึงต้องมีการทำ support บนเพดานเพื่อรับน้ำหนักแชนเดอร์เลียร์และเผื่อน้ำหนักไว้เกินกว่าน้ำหนักจริงของแชนเดอร์เลียร์ในกรณีเกิดภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว 
ปกติแล้ว จะต้องมีการเผื่อการรับน้ำหนักของ Support ไว้ไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งหากเป็นบ้านยุคใหม่ ส่วนใหญ่แล้ว ช่างผู้รับเหมาก็จะมีการทำ support เผื่อไว้แล้ว ซึ่งหากยังไม่มั่นใจให้ลองสอบถามกับทางผู้รับเหมาก่อนว่า support ที่ทำไว้รับน้ำหนักได้เท่าไร แล้วจึงค่อยมาเลือก chandelier แต่สำหรับบ้านที่สร้างมาก่อนแล้ว อาจต้องมีการทำ support เพิ่มเติมก่อนติดตั้ง
คุณทศพลฝากเรื่อง Support ไว้ว่า อย่าเชื่อ ผู้จำหน่ายที่บอกว่า ซื้อแล้วสามารถติดตั้งได้เลย เพราะเราเองไม่ทราบว่าฝ้าเพดานของเรารับน้ำหนักได้จริงหรือไม่ หากไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ฝ้าอาจถล่มลงมาได้ นอกจากนี้ ยังควรตรวจสอบกับผู้รับเหมาให้มั่นใจ เพราะมีหลายครั้ง ที่ผู้รับเหมาทำ Support ที่ไม่สามารถรับน้ำหนักของโคมไฟได้จริง
 
ความเรียบร้อยของบ้าน  คุณทศพลแนะนำว่า การติดตั้งโคมไฟ ต้องทำหลังจากที่เราแน่ใจแล้วว่า บ้านของเราปลอดจากฝุ่นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำฝ้า การทำผ้าม่าน หรืองานตกแต่งภายในอื่นๆ หรืองานใดก็ตามที่ทำให้เกิดฝุ่น มีลูกค้าหลายรายที่รีบร้อนติดโคมไฟไปก่อนงานส่วนอื่นๆ จะเสร็จ แม้จะมีการห่อหุ้มแชนเดอร์เลียร์ป้องกันฝุ่นแล้วก็ตาม สุดท้ายก็ไม่พ้นมีฝุ่นจับ ต้องเรียกบริการทำความสะอาดมาทำความสะอาดอยู่ดี
แต่หลังจากที่ติดตั้งไปแล้ว ระยะเวลาก็อาจทำให้แชนเดอร์เลียร์หมองได้โดยเฉพาะแชนเดอร์เลียร์ คริสตัล แก้วหรือโลหะ เนื่องจากฝุ่นจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำความสะอาดของแม่บ้าน การเปิด-ปิดม่านที่มีฝุ่น จึงต้องมีการทำความสะอาดบ้างเป็นครั้งคราว
 
 
ดุแลรักษาอย่างไร
คุณทศพลแนะนำว่า การดูแลรักษาแชนเดอร์เลียร์ ทำได้ 2 วิธีด้วยกันคือ
  • ว่าจ้างบริษัทรับทำความสะอาดมาจัดการในกรณีที่เป็นแชนเดอร์เลียร์ขนาดใหญ่หรือเจ้าของบ้านบ้านไม่มีความชำนาญในการทำความสะอาดเอง บริษัทฯ ประเภทนี้จะมีความรู้ในการทำความสะอาดที่ถูกต้องและมีความชำนาญในการทำความสะอาดอยู่แล้ว
  • ทำความสะอาดเอง ฟังแล้วอาจจะดูเป็นเรื่องยาก แต่จริงๆ แล้วการทำความสะอาดนั้นไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยหากเป็นแชนเดียร์ขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ถ้าเป็นแชนเดอร์เลียร์คริสตัล แนะนำให้ใช้น้ำยาเช็ดกระจก เช็ดก็เพียงพอแล้ว แนะนำว่าให้เช็ดทีละเม็ด และระวังเรื่องคริสตัลกระทบกันแต่โดยมากแล้วเม็ดคริสตัลหน้าเรียบจะไม่ค่อยติดฝุ่นอยู่แล้ว หากเป็นบ้านที่ไม่ค่อยมีฝุ่น   ส่วนแชนเดอร์เลียร์หิน ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี ใช้แค่น้ำเปล่าเช็ดทำความสะอาดก็เพียงพอ แล้วปล่อยให้แห้งเอง ส่วนแชนเดอร์เลียร์โลหะ ให้ใช้น้ำยาขัดเงาที่มีขายทั่วไป ชุบผ้าเช็ดได้เลย  
 
 
คิดว่าตอนนี้คงจะเริ่มจับต้นชนปลายกันได้แล้วนะคะ จะเลือกซื้อ เลือกใช้แชนเดอร์เลียร์แบบใดให้เหมาะกับบ้านของคุณ แต่ถ้ามีข้อสงสัยหรืออยากไปเลือกดูแชนเดอร์เลียร์สวยๆ นำเข้าจากฝั่งยุโรป ก็แวะไปได้ที่ Burgundy showroom ที่ ทองหล่อ 10 ก็ได้คะ คุณทศพลและทีมดีไซน์เนอร์ยินดีให้คำแนะนำ
 

 

Showcase :