Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

VOCs หรือสารไอระเหยจากเฟอร์นิเจอร์

29 Sep 2011 - akanek_ja_ja

ครั้งที่แล้วเราพูดถึงเรื่อง Indoor Air Quality หรือคุณภาพอากาศภายในบ้านที่เกิดเป็นพิษกับคนที่อาศัยอยู่ในบ้านกันไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง

วันนี้ก็เลยขอมาขยายต่อเรื่อง VOCs หรือสารไอระเหยที่เป็นสาเหตุของมลพิษในบ้านที่อยู่ในวัสดุทดแทนไม้พวก particle board, MDF, plywood หรือไม้อัดที่นิยมนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ และพื้นไม้สำเร็จรูป

เดี๋ยวนี้เรามักจะได้ยินร้านขายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังออกมาทำการตลาดว่า เฟอร์นิเจอร์ของตัวเองใช้วัสดุ E1 ทุกชิ้น ก็ทำให้เราสงสัยว่า E1 คืออะไร มีอะไรที่ดีกว่า E1 หรือแย่กว่า E1มั้ย แล้วเฟอร์นิเจอร์ของเจ้าอื่นเป็น E1 ด้วยหรือเปล่า

วันนี้เอกเขนกมีโอกาสได้พูดคุยขอความรู้กับ คุณภูมิศักดิ์ จุลวัลลิภะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทวนชัยกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ผลิตวัสดุทดแทนไม้ในการทำเฟอร์นิเจอร์และ พื้นไม้ ทั้ง particle board, MDF, laminate flooringที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย (ถ้านับว่าเป็นผู้ผลิตที่มีโรงงานผลิตภายในประเทศ) ก็ขอมาขยายความกันให้ฟังต่อ

ไอระเหยพิษในเฟอร์นิเจอร์มาจากไหน
ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้ เรื่องของ VOCsในเฟอร์นิเจอร์ มีคนพูดถึงกัน มาจากต่างประเทศ เพราะฝรั่งเขาทำวิจัยกันออกมาว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้กันในบ้านมีการระเหยเอาสารพิษจำพวก formaldehyde ออกมา ซึ่งอาจมีส่วนทำให้เกิดมลพิษภายในบ้านและอาคารสำนักงานได้ เข้ามาอ่านเรื่อง Indoor Air Quality ได้ที่นี่

คุณภูมิศักดิ์ เล่าให้เราฟังว่า เนื่องจากวัสดุอย่าง particle board, MDF ที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์หรือพื้นไม้ลามิเนต ได้จากไม้ยางพาราที่สับ ย่อยจนละเอียดแล้วใช้กาวผสมให้ไม้สับนั้นจับรวมตัวกันก่อนอัดขึ้นรูปเป็นแผ่นไม้ Organic compound หรือสารอินทรีย์ไอระเหย (VOCs) ที่อาจเป็นต้นเหตุมลพิษภายในบ้าน ได้แฝงตัวอยู่ในกาวซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำไม้อัดและไม้สำเร็จรูปต่างๆ และเจ้าสารอินทรีย์ไอระเหยที่ว่ามีอยู่หลายตัว แต่ตัวหลักๆ ที่ปรากฏอยู่ในเฟอร์นิเจอร์ คือ formaldehyde ซึ่งเป็น ก๊าซไร้สีแต่มีกลิ่นแรง หรือที่เรามักจะรู้กันในรูปแบบของ ฟอร์มาลีนซึ่งใช้เป็นยาฆ่าเชื้อและยากันเน่า ตัว formaldehyde นี้ มีกลิ่นฉุน ระคายเยื่อจมูกและเยื่อตา จนอาจจะทำให้เราเวียนหัวหรือระคายจมูกได้

คุณภูมิศักดิ์ยกตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์ที่มี ค่า VOCs สูงๆ อย่างเฟอร์นิเจอร์ราคาถูกหลักพันต้นๆ ตามร้านข้างทาง เวลาเปิดตู้พวกนี้จะรู้สึกร้อนใบหน้าวูบๆ พร้อมกับกลิ่นที่แรงมาก คุณภูมิศักดิ์บอกว่า มันคือความรู้สึกระคายเคือง คันหูคันตาคันจมูก แสบตาแสบจมูก ซึ่งนอกจาก formaldehyde ในกาวแล้ว สี ทินเนอร์ ตัวเคลือบก็เป็นตัวการสำคัญเช่นกัน

ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ กาวจะถูกใช้ทั้งในส่วนของตัวไม้เอง และส่วนของวัสดุปิดผิว คุณภูมิศักดิ์อธิบายเรื่องกาวในเฟอร์นิเจอร์ให้ฟังว่า กาวที่ใช้ในงานเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นกาวที่เป็น formaldehyde based หรือกาวที่มีส่วนประกอบหลักเป็น formaldehyde และใส่ urea เป็นส่วนประกอบเพิ่มเติม (เรื่ององค์ประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางเคมีเหล่านี้เป็นเรื่องที่ละเอียดที่นักเคมีจะอธิบายให้เราฟังได้อย่างละเอียดว่าทำไมต้องเป็น formaldehyde ทำไมต้องเป็น urea เอกเขนกขออธิบายคร่าวๆแบบเจ้าของบ้านควรเข้าใจ)

ตัวยูเรียนี้นอกจากคุณสมบัติอื่นๆ แล้ว ยังทำหน้าที่จับโมเลกุล formaldehyde ที่อยู่ในกาว แต่ก็ไม่สามารถจับได้หมด ทำให้ตัว formaldehyde ที่อยู่ในเนื้อกาวสามารถระเหยออกมาได้เมื่อมีการนำไม้อัดนั้นๆ มาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์

ค่า E ต่างๆ บอกอะไรเรา
เมื่อพิษภัยของ formaldehyde ที่ปล่อยจากเฟอร์นิเจอร์หรือพื้นไม้เป็นที่พูดถึงและถกเถียงกันเป็นวงกว้างในต่างประเทศ จึงมีองค์กรกลางสร้างมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าขึ้นมา โดยในตอนแรกทางยุโรปเป็นโต้โผในการตั้งมาตรฐานในการวัดค่าไอระเหยพิษเหล่านี้ แล้วเรียกตามเกรดต่างๆ ว่า เป็น E2, E1, E0 หรือ Super E0 บ้าง (AKANEK จะมีค่าเหล่านี้เผยแพร่บนเว็บไซต์เร็วๆ นี้ ใครที่สนใจและอดทนรอไม่ไหว ก็อาจจะลอง google ดูก่อนได้)

ในทวีปยุโรปมีการตั้งกฏขึ้นมาเลยว่าเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นจะต้องมีค่า VOCs เป็น E1 หรือต่ำกว่าเท่านั้น จึงจะเข้าไปขายในทวีปยุโรปได้ ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง IKEA ซึ่งใช้ไม้สำเร็จรูปอย่างไม้อัด, MDF และ particle board เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ ก็ต้องหันมาบอกผู้ผลิตไม้สำเร็จรูปเหล่านี้ ให้ผลิตไม้ที่มีค่า VOCs อยู่ที่ E1 หรือต่ำกว่า

ทางผู้ผลิตวัตถุดิบอย่าง ทางวนชัยเองซึ่งเป็นผู้ผลิต particle board, MDF, Laminate Floor รายใหญ่ที่ผลิตไม้ส่งออกให้กับ ทาง IKEA จึงต้องผลิตไม้ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานเดียวกับยุโรป หรือ European formaldehyde emission standards

คุณภูมิศักด์ขยายความให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า การจะทำไม้สำเร็จรูปให้ได้มาตรฐาน E1 หรือต่ำกว่าได้ ต้องไปกำจัดที่ต้นตอคือ formaldehyde ที่อยู่ในกาว (กาวทั่วๆ ไปหรือที่เป็นกาว E2 จะมีส่วนผสมหลักคือ urea+formaldehyde) แต่เมื่อ urea ไม่สามารถจับ formaldehyde ได้หมด จึงมีการปรับสูตรกาวใหม่ด้วยการเติม melamine ลงไป เพื่อให้ดักจับโมเลกุลของ formaldehyde ได้มากขึ้น การปล่อยไอระเหย formaldehyde ก็จะน้อยลง ทำให้ไม้ที่ผลิตออกมามีค่า E ที่ต่ำลง จาก E2 เป็น E1 หรือ E0 ได้ เมื่อผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ซื้อวัตถุดิบไป ก็จะสามารถอ้างอิงได้ว่าเฟอร์นิเจอร์ของตนทุกชิ้นใช้ไม้มาตรฐาน E1 หรือ Eอื่นๆ กับลูกค้าได้

และกว่า particle board หรือ MDF จะกลายมาเป็นโต๊ะหรือเก้าอี้สักตัว หรือหน้าบานบิวท์อินไปติดตั้งไว้ในบ้าน ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือขั้นตอนสร้างความสวยงามอย่างการปิดผิววัสดุ ด้วยวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษ ลามิเนต เมลามีน วีเนียร์ พ่นสีหรือวิธีอื่นๆ ซึ่งถ้าขั้นตอนการปิดผิวทำครบทั้งด้าน มีการหุ้มมุมอย่างดีแล้ว ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ formaldehyde ที่อยู่ในเนื้อไม้ระเหยออกมาได้ แต่นั่นก็หมายความว่า วัสดุปิดผิวหรือกรรมวิธีปิดผิวต่างๆ จะต้องใช้วัตถุดิบที่ไม่ปล่อยสารพิษด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นแล้ว ไม้ E1 ของเราก็อาจจะกลายเป็น E2 จากกรรมวิธีปิดผิวหรือ finishing อื่นได้

ราคาวัสดุที่มีค่า E ต่างๆกัน ต่างกันที่ไหน ต่างกันเท่าไหร่
ส่วนใหญ่แล้วสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ราคาจะสูงกว่าสินค้าทั่วไป บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องแพงกว่า หรือ ถ้าแพงกว่าหมายความว่าต้องกรีนกว่าแน่ๆ เลยหรือเปล่า??? เหตุผลหลักๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะต้นทุนของวัสดุที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตที่มีความปลอดภัยสูงกว่า อย่าง เมลามีนนี้ราคาไม่ใช่ถูกเลย (2000 เหรียญ/ตัน เมื่อเทียบกับ urea ที่อยู่ที่ 500 เหรียญ/ตัน ) ดังนั้นเมื่อเติม เมลามีนเพิ่มเข้าไป ก็ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงตามไปด้วย

จะเห็นว่าเมลามีนราคาแพงกว่ายูเรียหลายเท่าตัว แต่ดักจับ formaldehyde ได้มากกว่ายูเรีย ก็เลยทำให้กาวสูตร E1 แพงกว่า E2 แม้ว่าจะเป็นไม้แบบเดียวกัน คุณสมบัติ หน้าตาเหมือนกัน แต่ถ้าใช้กาวต่างกัน ราคาจะก็ห่างกันประมาณ 5% ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเป็น E2=100 E1=105 E0=110 Super E0=115 บาท จะเห็นว่าราคาสินค้าที่ได้ E1 ไม่ต่างกันมาก E0 แต่ถ้าขยับไปที่ Super E0 จะเริ่มเห็นถึงความต่างของราคา ถ้าใครที่พอจะจ่ายไหวก็อาจจะเลือก E0 แทนที่จะใช้ E1 เพราะราคาไม่ต่างกันมากเท่าไร แต่ปล่อยสารพิษออกมาน้อยกว่า

เจ้าของบ้านอย่างเรา มีทางเลือกหรือไม่
คุณภูมศักดิ์บอกว่า particle board หรือ MDF ที่ขายในประเทศไทยที่มาจากโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานส่งออก ส่วนใหญ่ก็เป็น E1 อยู่แล้ว เพราะทางวนชัยกรุ๊ปเอง มีส่วนแบ่งในตลาดภายในประเทศถึง 35% จากตลาดไม้สำเร็จรูปทั้งหมด แล้วก็ยังมีผู้ผลิตรายใหญ่อีก ไม่ต่ำกว่า 2-3 ราย ที่ทำส่งออกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตัวเลขไม้ E1 ที่ขายอยู่ในตลาดบ้านเราก็น่าจะมากกว่า 70% ส่วนที่เหลือก็อาจจะเป็นไม้เกรดอื่นๆ ที่มาจากผู้ผลิต particle board, MDF รายย่อยที่ไม่ได้มีมาตรฐานสินค้าส่งออกเช่นเดียวกับผู้ผลิตรายใหญ่ๆ (ส่วนที่ว่าจำเป็นมั๊ยที่จะต้องใช้ E0 หรือ super E0 AKANEK มีมุมมองให้ตอนท้ายของบทความ ส่วนเรื่องคุณสมบัติอื่นๆ อย่างเช่นการรับน้ำหนัก ทนความชื้น เราจะมาพูดกันอีกครั้งในคราวหน้าค่ะ)

แล้วเจ้าของบ้านจะรู้หรือเลือกได้มั๊ยว่า จะใช้ไม้ E ไหน ในการทำเฟอร์นิเจอร์หรือ built-in ของเรา คุณภูมิศักดิ์ให้ความกระจ่างว่า ถ้าเป็นไม้ที่ออกมาจากทาง วนชัยกรุ๊ป จะกำกับมาตรฐานไม้ด้วยสี โดยให้สังเกตจากด้านข้างของตัวไม้ว่าเป็นสีอะไร ยกตัวอย่างเช่น ไม้มาตรฐาน E0 ก็จะใช้สีเหลือง แต่ถ้าเป็นมาตราฐานE1 ก็จะเป็นสีแดง และคนที่จะเห็นก็คือช่างทำเฟอร์นิเจอร์ เจ้าของบ้านอย่างเราคงจะไม่ได้เห็นแน่ถ้าไม่ไปซื้อหรือตรวจสอบไม้ที่ช่างใช้หน้างาน

คุณภูมิศักดิ์บอกว่า ทุกวันนี้การทำบิวท์อิน ยังไม่มีการระบุหรือกำหนดลงไปใน BOQ อย่างชัดเจนว่า ไม้ที่นำมาใช้จะต้องเป็นไม้ที่ผ่านมาตรฐาน นอกเสียจากว่าเจ้าของบ้านขอเอง ส่วนมาก พอได้แบบ ได้รายละเอียดก็จะมาตีราคาเลย อย่าว่าแต่งานเล็กๆ อย่าง residential เลย แม้แต่งาน project ใหญ่ๆ สถาปนิกที่ทำหน้าที่สเปคแบบ สเปคของ ถ้ารู้ก็จะมีระบุลงไป แต่ถ้าไม่มีการระบุ ผู้รับเหมาทำเฟอร์นิเจอร์ก็จะซื้อที่ถูกที่สุดเพื่อให้ได้ราคาที่ตัวเองรับได้

ดังนั้น ช่างทำเฟอร์นิเจอร์ก็อาจจะไม่สนใจว่าตัวเองซื้อไม้ที่เป็น E2หรือ E0 กลับมา เพราะความไม่รู้และเพราะเรื่องของราคาของวัสดุที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ช่างทำเฟอร์นิเจอร์ย่อมพยายามเลือกวัตถุดิบที่จะลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด หรือตัวช่างเองอาจจะไม่สันทัดเรื่องมาตราฐาน E1 E0 มากนักก็เลยมองข้ามไปความสำคัญตรงนี้ไปได้

ในบ้านเราคุณภูมิศักดิ์บอกว่ายังไม่มีการควบคุมถึงขั้นที่ว่า เฟอร์นิเจอร์ในบ้านต้องใช้ไม้ต้องเป็นไม้ที่ได้มาตรฐานนี้เท่านั้นหรือเฟอร์นิเจอร์ในโรงแรมต้องเป็นไม้ที่ได้มาตรฐานนั้น เพราะถ้าต้นทาง(ผู้ผลิตไม้ ผู้ผลิตกาว ผู้ผลิตสี)สร้างมาตรฐานแล้ว แต่ปลายทาง(ช่างรับเหมาทำเฟอร์นิเจอร์) ไม่สร้างมาตรฐานตาม ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรถ้าช่างหรือผู้ผลิตประกอบเฟอร์นิเจอร์ใช้วัสถุดิบอื่นๆ กาว สี ทินเนอร์ที่ยังปล่อย VOC ในเกณฑ์ที่สูงอยู่เหมือนเดิม

Green marketing or Green living
AKANEK ให้ความสำคัญกับเรื่องกรีน แต่ก็ไม่อยากให้ตื่นตูมจนเกินพอดี ซึ่งคุณภูมิศักดิ์เล่าให้ฟังว่า เคยอ่านบทความชิ้นหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ว่า เรามัวแต่สนใจว่าเฟอร์นิเจอร์จะปล่อย voc มั้ยบางอย่างน่ากลัวกว่า เฟอร์นิเจอร์เสียอีก อย่าง อาหารการกินข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าเช่น ยาทาเล็บ น้ำยาดัดผม ผ้าปูที่นอน หมอน ฟูกหรือที่นอน ที่ใช้สารฟอกสีและสีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมาก แล้วคิดสภาพว่า เรานอนเกลือกกลิ้ง นอนซบ นอนดมกันทุกคืน อันตรายกว่ามั้ย?

ถ้าเราดูตัวเลขวัดค่ามาตรฐาน (มาตรฐาน E1 =/< 0.75 ppm มาตรฐาน E0=/< 0.07ppm ) จริงอยู่ที่ตัวเลขมันต่างกันเยอะ แต่ถามว่า จำเป็นแค่ไหนที่ต้อง เป็นไม้ที่ผ่านมาตรฐาน E0 ในเมื่อบ้านเราก็เปิดประตูหน้าต่างไว้ตลอดเวลา ต่อให้มีสารพิษระเหยออกมาจากโต๊ะเก้าอี้จริง สุดท้ายมันก็ระเหยหายไปกับกระแสลมที่พัดเข้าออกบ้านเราอยู่ดี ใช้มาตรฐาน E1 ก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรแล้ว ต่างจากเมืองนอกที่เขาต้องปิดบ้านไว้ตลอดเวลา สารพิษที่ระเหยออกมาจากเฟอร์นิเจอร์ก็ไม่รู้จะไปไหน เพราะไม่มีประตูหน้าต่างให้ออก ก็เลยวนเวียนอยูภายในบ้าน ทำให้คนที่ห่วงใยเรื่องอากาศภายในบ้าน หันมาให้ความสำคัญและใช้ ไม้ E0 กัน

บางครั้งเรื่อง green ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการตลาด ผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าใหม่ออกมาก็อยากจะให้ติดตลาดก็เลยสร้างการตลาดขึ้นว่า ปลอดภัย ไม่มีสารก่อมะเร็ง แต่ถามกลับไปกว่า การใช้แค่เฟอร์นิเจอร์สักชิ้นที่ บอกว่าได้มาตรฐาน E0 หรือ Super E0 จะทำให้ชีวิตของเรารอดจากโรคมะเร็งไปตลอดชีวิตหรือก็เปล่า

แน่นอนการใส่ใจกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะกับคนที่ต้องคลุกคลีกับสินค้านั้นอยู่ทุกวันอย่างคนงานในโรงงานหรือช่างเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องพ่นสีหรือไสแผ่นไม้ทุกวัน ผู้บริโภคอย่างเราๆ คงต้องเลือกบริโภคกับผู้ผลิตที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยไม่ตึงเปรี้ยะเผ็งกับมันจนขาดความพอดี

ต้องขอขอบคุณคุณภูมิศักดิ์ จุลวัลลิภะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทวนชัยกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับสารไอระเหยที่ออกมาจากเฟอร์นิเจอร์ ในวันนี้ แต่ยังไม่หมดเท่านี้ คุณภูมิศักดิ์ยังได้ให้ความรู้เรื่อง particle board, MDF,และ laminate flooring เราอีกด้วย แล้วเราจะกลับมาเล่าให้ฟังกันอีกครั้ง

 

 

Comments

nitinart's picture

 พูดถึงเรื่อง formaldehyde ว่ามันใกล้ตัวเราขนาดไหน  ถ้าบอกว่าอยู่ในสินค้าหรือ product ชิ้นไหนแล้ว ทุกคนก็คงจะไม่อยากใช้  เมื่อวานนี้แอบไปร้านทำผมมา ทำให้เข้าใจที่คุณภูมศักดิ์บอกเลยว่า formaldehyde ที่อยู่ในเฟอร์นิเจอร์นั้น  อันตรายน้อยนักเมื่อเทียบกับ formaldehyde ที่อยู่ในสินค้าตัวอื่นๆ 
ก่อนจะกลับออกจากร้านทำผมก็คุยนู่น คุยนี่กับช่าง  ช่างก็แนะนำว่าผมแห้งและฟูอย่างเรา  น่าจะลองทำ treatment ด้วย Brazilian Blowout ดู  ปรกติครั้งละหมื่่น  ตอนนี้ทางร้านมี promotion อยู่ 5,000  ด้วยความที่อยากสวยก็เลยุถามรายละเอียดเพิ่มเติม แล้วก็ขอ brochure ทางร้านมา  ทางร้านใจดี บอกว่า ฝรั่งฮิตทำ Brazilian Blowout กันมาก  ให้เราเข้าไปดูข้อมูลได้บนเว็บไซต์  
พอเข้าไปดูในเว็บไซต์ ปรากฏว่า มาเจอหน้านี้

อ่านไม่ผิดค่ะ  treatment ตัวนี้ มี formaldehyde เป็นส่วนประกอบสูงถึง 10%  ถึงทาง Brazilian Blowout เองจะออกมาแจ้งว่ามันไม่เป็นอันตรายกับสุขภาพ เพราะไอระเหยของมันไม่สามารถตรวจวัดได้ในการใช้งานจริง
พอ google เพิ่ม ก็ไปเจอ ketratin treament ตัวอื่นๆ ที่เป็นระดับเดียวกับ (คือมีราคาแพงพอๆ กัน) อย่าง coppola ก็มีสารเคมีที่เป็นอันตรายพอๆ กับ formaldehyde เหมือนกัน
อ่านเสร็จก็อึ้งไปเลย  จากความอยากสวยก็กลายเป็นความอนาถกับความอยากของตัวเอง  ว่าคนเราหนอเพื่อความสวยงามแล้ว เอาอะไรมาแลกก็ยอม
Brazilian Blowout นี่ฮิตมากๆ ในอเมริกา ถึงแม้จะมีข่าวเกี่ยวกับ formaldehyde ออกมา  ทั้ง celebrity, want-to-be celebrity นิยมกันมากเพราะบอกว่า ทำให้ผมตรงขึ้น มีน้ำหนัก ไม่ frizzy แล้วแถมยังอยู่ได้ถึง 3 เดือน ถ้าใช้ควบคู่กับแชมพู ยานวดของเค๊า  และเพราะด้วยความที่แพง(มาก) (treatment อะไรครั้งละหมื่น ถึงจะอยู่ได้สามเดือนก็เถอะ)  ก็ยิ่งสร้าง brand image ว่า เป็นของดี ของหรู
แต่อย่างหนึ่งที่่น่าสนใจคือ  ช่างทำผมที่จะใช้ Brazilian Blowout กับลูกค้าร้านทำผมของตัวเองได้ จะต้องผ่านการ train จาก Brazilian Blowout ก่อน  เพราะเข้าใจว่า ถ้าทำไม่เป็นผมลูกค้าอาจจะหลุดร่วง หรือไปทำหนังศีรษะเค๊าไหม้ได้  ขนาดในอเมริกาเองยังมีปัญหาว่าช่างทำไม่เป็น ลุกค้าผมร่วงทั้งหัวเลย  ก็เลยทำให้อยากรู้ว่าตัวแทนจำหน่าย Brazilian Blowout ในประเทศไทยเห็นความสำคัญของการอบรมร้านทำผมที่ทางบริษัทไปขาย Brazilian Blowout หรือเปล่า  หรือว่าต้องการจะ push products กันอย่างเดียว
อ่านอย่างนี้แล้ว ทำให้สงสัยว่า  ประเทศต่างๆ ที่สร้างมาตรฐาน E1, E0 เหล่านี้ ban การนำเข้า Brazilian Blowout กันหรือเปล่า  แล้วคนที่ใส่ใจในสุขภาพว่าจะต้องใช้ไม้ E1 หรือต่ำกว่า นั้น  มีใครเผลอใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยงามอย่าง Brazilian Blowout ที่มี formaldehyde เป็นส่วนประกอบถึง 10% หรือไม่...
 

Buy Less, Choose Well, Make it Last. - Vivienne Westwood

neon's picture

ถ้าเฟอร์ฯ E0 ราคาสูงกว่าเฟอร์ E2 ~ 15% ผมเข้าใจว่ายังเป็นขอบข่ายที่รับได้นะครับ โดยส่วนตัวแล้วผมว่าผู้ออกแบบก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องทราบถึงคุณสมบัติต่างๆของวัสดุ ความเป็นภัยต่อสุขภาพผู้ใช้งานร่วมด้วย และชี้แจงข้ัอมูลเหล่านี้ให้กับทางเจ้าของรับทราบ เพื่อที่ว่าจะให้ทางเจ้าของเป็นผู้ชั่งใจด้วยตนเอง แล้วจึงระบุ Spec ลงไป 
และอีกเช่นกัน หากสินค้า/ผลิตภัณฑ์ E0 เป็นที่ต้องการของตลาดจำนวนมาก เนื่องด้วยบุคคลทั่วไปสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น ก็น่าจะเข้าหลัก Economies of Scale ได้ จนกลายเป็นว่าสินค้า/ผลิตภัณฑ์ E0 ราคาเทียบเท่าเฟอร์นิเจอร์ทั่วไปได้
แต่กระนั้นในตอนนี้ ขอเพียงแค่บุคคลทั่วไปได้รับทราบถึงข้อมูลในบทความนี้ ก็เชื่อได้ว่าน่าจะมีท่านผู้อ่านอีกหลายท่าน ที่มีข้อมูลในการเลือกตัดสินใจใช้วัสดุทำ Built-in / เฟอร์นิเจอร์ ดีๆที่เป็นมิตรต่อสุขภาพผู้ใช้งาน ได้อย่างแน่นอน
ปล. เฟอร์นิเจอร์ E0 ในไทยยังมีอยู่ไม่กี่แบรนด์เอง (เป็นบางรุ่นด้วย) ส่วน ผรม. ทั่วไปที่รับทำเฟอร์ฯ Built-in ก็ยังไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องของผลิตภัณฑ์มากนัก ปัจจุบันยังคงใช้กาวที่มีสาร VOC สูงอยู่ โดยถ้วนหน้า 
 

By neon on