Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

ปลวก วายร้ายทำลายบ้าน

15 Jun 2011 - akanek_ja_ja

ปลวกกับเจ้าของบ้านเป็นคู่ปรับกันมาตราบเท่าที่มนุษย์มีการนำวัสดุที่มีส่วนประกอบของ “ เนื้อไม้ ” มาสร้างบ้าน เจ้าของบ้านแทบทุกราย เคยถูกปลวกกินเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน จนต้องมีการรื้อทิ้งทำใหม่เสียสตางค์กันไปเป็นแสนก็เยอะ ธุรกิจป้องกันและกำจัดปลวกก็มีแต่แนวโน้มที่โตขึ้นๆ

เดี๋ยวนี้วิธีป้องกันและกำจัดปลวกก็มีกันหลากหลาย จนเจ้าของบ้านเริ่มงงๆ ว่าวิธีป้องกันและกำจัดปลวกแบบไหนที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด วันนี้มีโอกาสคุณกับ  คุณนำชัย  ลอยฤทธิวุฒิไกร จากบริษัทเชียงไทย เทรดดิ้ง จำกัด ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำยารักษาเนื้อไม้ป้องกันศัตรูทำลายเนื้อไม้มากว่า 20 ปีให้ความรู้เรื่องปลวกและวิธีป้องกันและกำจัดปลวกที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย

หลายๆ คนคงอยากรู้ว่าเราควรจะใช้วิธีอะไรที่จะได้ผลมากที่สุดเพื่อที่ไม่ให้ปลวกขึ้นเบ้าน ก่อนที่จะตอบคำถามนั้นได้ เราก็คงต้องมารู้จักกับปลวกให้มากขึ้น เพื่อให้เข้าใจถึงลักษณะนิสัยของมันและหาทางจัดการมันได้ถูกวิธี คุณนำชัยเล่าให้ฟังตั้งแต่ ชนิดของปลวกที่สร้างความเสียหายกับบ้านของเรา ปลวกเข้าบ้านได้อย่างไร จนไปถึงข้อดีข้อเสียของวิธีป้องกันปลวกแบบต่างๆ และสำหรับคนที่ไม่อยากจะฆ่าสัตว์มีทางเลือกอะไรมั๊ยที่จะป้องกันทรัพย์สินของตัวเองโดยไม่ต้องเบียดเบียนชีวิตอื่นๆ

 
                       ปลวกที่สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน                       

ปลวกเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติเช่นเดียวกับมดหรือยุง แต่อาจจะต่างกันตรงที่ปลวกไม่ได้สร้างความรำคาญแต่สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สิน โชคดีที่โครงสร้างของบ้านในประเทศไทยมักเป็นปูนและอิฐ ทำให้ความเสียหายที่เกิดจากปลวกไม่มีผลกระทบถึงความแข็งแรงของตัวโครงสร้างเอง ในระบบนิเวศน์ธรรมชาติ ปลวกเป็นแมลงที่สร้างความสมดุลย์ให้กับป่าและรังของปลวกบางชนิดยังเป็นบ้านให้กับอาหารอย่างโอชะอย่างเห็ดโคนอีกด้วย 

คุณนำชัยบอกว่า ทั่วโลกมีปลวกอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ แต่ที่สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนมากที่สุด ทั้งที่อเมริกา แอฟริกา เอเชีย และในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทหลักๆ และเพื่อให้เข้าใจง่ายก็เลยแบ่งประเภทตามแหล่งที่อยู่อาศัยของมัน ดังนี้

1.       ปลวกใต้ดิน  (subterranean termites)

2.      ปลวกไม้แห้ง (dry-wood termites)

3.      ปลวกไม้ชื้น

 
 
ปลวกใต้ดิน 90% ของปลวกที่ทำลายบ้านและทรัพย์สินของเราเกิดจากปลวกที่อาศัยอยู่ใต้ดิน และ 90% ของสายพันธ์ปลวกใต้ดินที่ชอบกัดกินทำลายบ้านและทรัพย์สินของบ้านในเขตเมืองที่เราอยู่อาศัยของคือ  เจ้า  Coptotermes Geslroi ปลวกสีขาวๆ ที่หลายคนคงเคยเห็น  หรือพูดง่ายๆ ว่า 80% ของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากปลวกเกิดจากปลวกใต้ดินสายพันธ์ coptotermes  Geslroi นั่นเอง เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ แต่พลังการทำลาย (กิน) ไม้สูงและรวดเร็วมาก อาศัยทำรังอยู่ใต้พื้นดินหรือตามที่มืดๆ อับชื้น เพราะว่าตัวขาวมาก ก็เลยแพ้แดดแพ้แสง ทำให้เวลาเดินทางต้องสร้างท่อทางเดิน จะต้องใช้ดินทำอุโมงค์ทรายเล็กๆ คลุมขึ้นมา ซึ่งบ้านที่เคยโดนปลวกขึ้น คงเคยเห็นท่อทางเดินของปลวกเหล่านี้  
 
ปลวกไม้แห้ง ปลวกชนิดนี้จะทำรังอยู่ตามไม้แห้งตามชื่อของมัน โชคดีว่าบ้านที่สร้างในประเทศไทยส่วนใหญ่โครงการเป็นปูน เป็นเหล็ก ปลวกไม้แห้งเลยไม่เป็นอันตรายกับโครงสร้าง ยกเว้นบ้านตามต่างจังหวัดที่สร้างอยู่ใกล้แหล่งน้ำและยังมีเสาหรือคานเป็นไม้อยู่ อย่างบ้านทรงไทยโบราณที่มักจะต่อเสาไม้ขึ้นมาจากเสาปูน
 
แต่ก็อย่าเพิ่งโล่งใจไปว่าปลวกชนิดนี้จะไม่สร้างความเสียหายให้โครงสร้าง เพราะบ้านหลายหลังก็ยังใช้ไม้เป็นพื้น ไม้เป็นวงกบประตู หน้าต่าง  แล้วก็เป็นเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยชั้นดีของปลวกชนิดนี้
 
ปลวกไม้ชื้น รายนี้ชอบอยู่ตามไม้ที่ยังมีชืวิตเนื่องจากต้องอาศัยความชื้นจากต้นไม้ ก็เลยไม่ถูกจัดให้อยู่ในแก๊งค์สร้างความเสียหายหรือมีผลกระทบกับบ้าน แต่จะไปรบกวน สร้างปัญหาให้ต้นไม้ในสวนมากกว่า
 
                 ปลวกบุกเข้าบ้านได้อย่างไร                    
อย่างที่กล่าวไว้ข้างบนว่า 90% ของปลวกที่สร้างความเสียหายในประเทศไทย เป็นปลวกที่อาศัยอยู่ใต้ดิน เมื่อเราสร้างบ้านอยู่บนดิน ปลวกจึงเข้าสู่ตัวบ้านจากใต้พื้นดินและเข้าบ้านผ่านทางรอยแตก รอยแยกของผนังหรือจุดเชื่อมต่อของระบบท่อเข้าสู่ตัวบ้าน   โดยปลวกจะสร้างท่อทางเดินพาเหรดออกไปหาแหล่งอาหารอย่างเงียบๆ (ที่เราเห็นคล้ายอุโมงค์ดินเกาะอยู่ตามผนัง หรือเสาคานบ้านนั่นเอง)   และอย่างที่กล่าวไปข้างบนปลวกขาวๆ พวกนี้แพ้แสง มันจะสร้างท่อทางเดินขึ้นมาจากดินเข้าสู่ตัวบ้านในบริเวณที่มืดๆผ่าน ท่อน้ำ ท่อสายไฟ ผนังที่มีรอยแตก หรือเสาคาน โดยที่เราจะมองไม่เห็นจากภายนอกเลย เมื่อเข้าได้แล้วก็จะกัดกิน ทำลายส่วนประกอบต่างๆ ในบ้านที่เป็นไม้ เช่น ฝ้า พื้นไม้ วงกบประตูหน้าต่างหรือพวกเฟอร์นิเจอร์ชุดบิวท์อินทั้งหลาย โดยที่เราไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกที บิวท์อินทั้งหลายก็โดนกินไปเสียเกือบหมดแล้ว
 
ปลวกเหล่านี้นอกจากอาศัยอยู่ใต้ดิน แล้วยังอาศัยบิวท์อิน หรือพื้นไม้ของบ้านเรา เป็นแหล่งอาหารชั้นดีให้มัน
 
 
แล้วสงสัยกันมั้ยว่าทำไมคอนโดฯ สูง 20-30 ชั้นถึงยังมีปลวกใต้ดินขึ้นรบกวนได้อีก ต้องบอกว่าปลวกเป็นแมลงที่ฉลาดและปรับตัวได้ดีมาก โดยธรรมชาติจะอาศัยทำรังอยู่ใต้ดินแล้วออกไปหาอาหารจากแหล่งต่างๆ กลับมาที่รัง แต่เมื่อแหล่งอาหารย้ายขึ้นไปอยู่บนคอนโดฯ สูงๆ ปลวกก็จะปรับวิธีหากินด้วยการ ไปสร้างรังย่อยหรือ satellite colony อยู่ตามจุดต่างๆ ที่พอจะหาแหล่งน้ำหรือความชื้นได้ เช่น บริเวณที่มีการรั่วซึมของท่อน้ำ  อับชื้นภายในอาคาร แทนการเดินกลับลงไปที่รังใหญ่ใต้ดิน
 
เพราะฉะนั้นต่อให้ทางโครงการจะมีการฉีดพ่นอัดน้ำยากันปลวกกันทุก 3 เดือน 6 เดือนแล้วก็ตาม แต่อย่าลืมว่าปลวกทำรังย่อยอยู่บนตัวอาคารอยู่แล้ว การอัดน้ำยาลงดินจึงอาจจะไม่ช่วยป้องกันปลวกได้ทั้งหมด นอกเสียจากหาทางป้องกันอีกชั้นด้วยการรักษาเนื้อไม้ไม่ให้กลายเป็นแหล่งอาหารของปลวกอีกชั้นหนึ่ง หรือพยายามหารังย่อยเหล่านั้น และกำจัดให้หมดไปในคราวเดียวกัน
 
                วิธีป้องกันปลวกแบบต่างๆ                  
วิธีป้องกันปลวกที่ใช้กันทุกวันนี้ คุณนำชัยบอกว่า มีใช้กัน 108 วิธีที่จะป้องกันปลวกให้พ้นไปจากบ้าน ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดี ข้อจำกัดแตกต่างกันไป และเนื่องจากปัญหาเรื่องปลวกที่เกิดขึ้นมักเกิดขึ้นจากปลวกที่อาศัยอยู่ใต้ดิน วิธีการป้องกันปลวกส่วนใหญ่จึงเป็นวิธีป้องกันไม่ให้ปลวกจากใต้ดินสามารถเล็ดลอดเข้ามาในบ้านได้ พอจะแบ่งออกเป็น 4 วิธีใหญ่ได้ดังนี้
 
วิธีที่ 1 สร้าง แนวป้องกันทางกายภาพ  physical barriers เพื่อไม่ให้ปลวกเข้าสู่ตัวบ้าน โดยใช้ข้อจำกัดตามธรรมชาติของปลวก
ปลวกเป็นแมลงที่ชอบสภาพพื้นที่มีความชื้น การที่ตัดช่องทางไม่ให้ปลวกเข้าสู่บ้านได้ก็คือการสร้างเงื่อนไขสภาพพื้นที่ที่ปลวกไม่สามารถผ่านได้ด้วยการ ใช้วัสดุอะไรก็ได้ที่ไม่อมน้ำหรือความชื้นมาทำเป็นแนวป้องกันปลวก รอบๆ เสาทุกต้นหรือบริเวณคานหรือจุดที่บ้านต้องสัมผัสกับดิน ด้วยการ เทกรวดหรือก้อนหิน รอบเสาๆ  กว้าง / ลึกประมาณ 50 ซม. หรือใช้แผ่นสแตนเลสปูรอบ ๆ คานหรือทำตะแกรงสแตนเลส แม้กระทั่งแผ่นพลาสติก HDPE หนาๆ ตาถี่ๆ  หุ้มส่วนที่เป็นรากฐานของบ้านเอาไว้ หรือใช้น้ำหล่อรอบคาน เพื่อไม่ให้ปลวกเดินทางจากใต้พิ้นดินเข้าไปยังตัวบ้านได้
 
ถึงแม้วิธีการนี้จะเป็นวิธีที่ธรรมชาติที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องฆ่าสัตว์ แต่วิธีการนี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการทำแนวป้องกันทุกจุดรอบบ้าน และยังต้องทำบล็อกกันดินไหลเข้ามาทับแนวป้องกันรอบๆ เสาอีกต่างหาก
 
วิธีที่สอง การทำดินให้เป็นพิษ
การทำพื้นดินใต้บ้านให้เป็นพิษเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมานานแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปจะทำกันอยู่สองช่วงหรือสองขั้นตอนคือ ก่อนการสร้างบ้าน หรือ pre-construction และ การทำ  retreatment เมื่อเจ้าของบ้านเข้าอยู่แล้ว (post-construction) เมื่อดินเป็นพิษไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยแล้ว ปลวกก็จะไม่สามารถอาศัยอยู่ใต้ดินนั้นได้ 
 
ส่วนสารที่ทำให้ดินให้เป็นพิษก็มีอยู่หลายสูตร หลายแขนง แต่พอจะจำแนกตามสารที่ทำให้ดินเป็นพิษ และวิธีการนำสารเหล่านี้กระจายเข้าพื้นดิน
 
ก่อนที่จะพูดถึงเทคนิคการทำดินให้เป็นพิษ เราลองมาทำความเข้าใจสารต่างๆ ที่มีการนำมาใช้ในการทำให้ดินเป็นพิษและวิธีการออกฤทธิ์ของมัน สารที่ทำให้ดินเป็นพิษ
  • สารเคมีกำจัดแมลง และปลวกชนิดต่างๆ มักจะออกฤทธิแบบสัมผัสแล้วตายแต่อาจจะมีความแตกต่างกันแง่ของการไล่ หรือไม่ไล่แมลง (Repellent หรือ Non repellent) ซึ่งมีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันในรายละเอียดแล้วแต่บริษัทกำจัดปลวกจะเลือกใช้การกำจัดแมลงชนิดใดรวมทั้งเทคนิคการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย
  • สารสกัดจากสมุนไพร
 

การใช้สารเคมีทำดินให้เป็นพิษจนปลวกไม่สามารถอยู่อาศัยได้ นั้นทำกันมานานแล้ว สารที่ใช้เริ่มแรกๆ ก็มีตั้งแต่ DDT สารหนู (arsenic) ซึ่งเคมีพวกแรกๆ ที่นำมาใช้นี้ นอกจากจะเป็นพิษต่อแมลงแล้ว ยังเป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยงอีกด้วย อย่างสารหนูนี่ 100 ปี ก็ยังไม่สลายตัว แล้วลองคิดถึงผลกระทบที่เคมีพวกนี้มีต่อสุขภาพของคนดู ในปัจจุบัน ทาง EPA และ WHO จึงมีการกำหนดไว้ว่า สารที่นำมาใช้เป็น soil treatment จะต้องมีการสลายตัวภายใน 20 ปี และได้มีการพัฒนาขึ้นมาอีกให้เคมีเหล่านี้มีพิษกับแมลงเท่านั้น โดยที่เป็นพิษกับคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมน้อยที่สุด

 (ทางเดินปลวกหลังตู้รองเท้า จากใต้ดินสู่ห้องครัว)

ส่วนการใช้สารสกัดจากสมุนไพรป้องกันปลวก เป็นวิธีที่ได้ผลจริง เพราะสมัยก่อนช่างทำเก้าอี้หวายก็จะใช้วิธีรมควันหรือทาด้วยสารสกัดจากสมุนไพรป้องกันแมลง มดปลวก แต่เนื่องจากธรรมชาติเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ สารที่สกัดออกมาในแต่ละรุ่น ก็มักจะมี potency หรือ concentration ที่ไม่เท่ากัน นอกจากนั้นแล้ว ต้องไปดูที่กระบวนการสกัดด้วยว่าในการสกัดนั้นมีความเข้มข้นสม่ำเสมอเพียงใด แค่ไหน ถ้าเจือจางมากก็อาจไม่ได้ผลซึ่งตรงนี้ก็ไม่มีใครตอบได้ว่าจะสารสกัดสมุนไพรที่มีการโฆษณาว่าป้องกันปลวกได้ จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน  และที่สำคัญสารสกัดที่ได้จากธรรมชาติมักมีข้อจำกัดจะผลิตในปริมาณมากๆ ไม่ได้ 
 
เมื่อเรารู้จักสารเหล่านี้กันแล้ว คราวนี้มาดูกันว่า บริการของบริษัทป้องกันและกำจัดปลวกต่างๆ เป็นอย่างไร
 
ก่อนการสร้างบ้าน (pre-construction)
  1. โดยทั่วไปแล้ว ก่อนการสร้างบ้าน จะมีการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดปลวกบริเวณพื้นที่ก่อสร้างบ้านหรืออาคารให้ทั่วถึงเพื่อกำจัดปลวกที่อาจจะอาศัยอยู่ใต้ดิน และป้องกันไม่ให้ปลวกเข้ามาอาศัยในดินบริเวณที่มีบ้านตั้งอยู่ โดยสารเคมีกำจัดแมลงหรือกำจัดปลวกนั้นมีให้เลือกอยู่มากมาย แต่ที่ได้รับความนิยมสูงคือ Fipronil, Imidachlorprid, Bifenthrin cypermethrin, Permethrin, Chlorfenapyr , chlopyrifos  เป็นต้น
 
นอกจากนั้นแล้ว การที่เราอยู่อาศัย สูดอากาศบนบ้านที่มีดินที่เต็มไปด้วยสารเคมี ก็ไม่น่าจะดีต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยมากนัก เราไม่มีทางรู้เลยว่า สารเคมีที่เค๊านำมาใช้ในการทำดินให้เป็นพิษนั้น คืออะไรและมีผลข้างเคียงต่อเราอย่างไรในระยะยาว ซึ่งเราจะเห็นได้อยู่เนืองๆ ว่ามีการสั่งระงับการใช้สารเคมีบางชนิด หรือจากนิยมใช้ไประยะเวลาหนึ่ง 
 
ส่วนบ้านใครที่อยู่ใกล้ริมน้ำ ก็ไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ เพราะ สารพิษที่เรานำลงดิน จะถูกชะล้างไหลลงสู่แหล่งน้ำต่างๆ นอกจากจะทำให้สารเคมีเจือจางเร็วกว่ากำหนดแล้ว ยังเกิดสารพิษตกค้างในธรรมชาติอีกด้วย ทำให้เราไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตในน้ำจะได้รับผลกระทบอะไรจากสารเคมีเหล่านี้ไปด้วย
 
สารเคมีกำจัดแมลงเหล่านี้อาจมีค่าความเป็นพิษสูง-ต่ำ ระยะเวลาการเสื่อมสลายตัว การทนกรด ทนด่าง คุณสมบัติการไล่แมลงแม้กระทั่งกลิ่นฉุน ที่แตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของสารเคมีที่เลือกใช้ ซึ่งเจ้าของบ้านหลายๆ คนก็มักจะไม่ได้ใส่ใจถามว่าสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดปลวกนี้ออกฤทธ์อย่างไรหรือมีคุณสมบัติดีหรือต่างกันอย่างไร หากถามว่าจำเป็นมั๊ยที่เจ้าของบ้านควรจะถาม ก็คงจะขึ้นอยู่กับเจ้าของบ้านแต่ละคนว่า ต้องการทราบหรือไม่และเอกเขนกจะเฉลยทีหลังว่า ถ้าเจ้าของบ้านรู้ข้อมูลตรงนี้แล้วจะมีประโยชน์อย่างไร
 
ในสมัยก่อน การอัดน้ำยาเข้าสู่ดินต้องใช้เครื่องมือที่เป็นท่อเหล็กแหลมอัดน้ำยาลงไปในดินทุกตารางฟุตเพื่อให้ยากระจายให้ทั่วในดิน เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่มีดินในจุดไหนที่ไม่ได้รับน้ำยานี้ เหตุผลที่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เพราะถ้าน้ำยาถูกอัดลงดินไม่ทั่วถึง ปลวกอาจจะหนีจากบริเวณที่ดินเป็นพิษ มาอยู่ในบริเวณที่ไม่โดยน้ำยาได้ ซึ่งเมื่อเราปลูกสร้างบ้านไปแล้ว ปลวกที่ยังอาศัยอยู่ใต้ดินนั้น ก็จะเข้าสู่ตัวบ้านได้ง่ายขึ้น
 
ในปัจจุบันสารเคมีใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเหมือนในอดีต เพียงแค่ฉีดพ่นให้ทั่วถึงบนผิวดินให้สม่ำเสมอ ครอบคลุมพื้นที่ปลูกสร้างอาคาร โดยทั่วไปจะใช้อัตราน้ำยาที่ผสมแล้ว 5 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ตร.ม. ซึ่งก็ให้ความสะดวกมากขึ้นเมื่อเทียงกับการใช้เครื่องมือเหมือนในสมัยก่อน สารเคมีที่ใช้ฉีดพ่นส่วนใหญ่เป็นประเภทที่ไม่ออกฤทธิ์ไล่ปลวก(non-repellent)  แต่ออกฤทธ์ด้วยการทำให้ปลวกตาย (toxic) เมื่อเดินผ่าน
  1. ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดปลวกบริเวณพื้นที่ก่อสร้างเหมือนในข้อ 1 พร้อมกับวางระบบท่อไว้บริเวณคาน พื้นที่ใต้อาคารพร้อมติดตั้งระบบสปริงเกอร์ไว้เพื่อการฉีดพ่นสารเคมีซ้ำเป็นรายปี เมื่อสร้างบ้านเสร็จและเข้าอยู่ ระบบวางท่อใต้ดิน วิธีวางท่อเป็นการวางระบบท่อใต้พื้นดินรอบฐานรากของตัวบ้าน แล้วอัดน้ำยาป้องกันปลวกลงไปตามท่อ น้ำยาจะถูดดันออกมาผ่านหัวสปริงเกอร์ที่วางไว้จุดต่างๆ ใต้คานบ้าน  วิธีนี้เหมาะที่จะใช้กับบ้านสร้างใหม่เพราะเราสามารถให้ทางบริษัทกำจัดแมลง ออกแบบและติดตั้งระบบท่อได้เหมาะโครงสร้างฐานรากที่เอื้อต่อการวางท่อใต้ดินและสะดวกในการเข้าไปดูแลรักษา แต่ข้อเสียคือ ต้องอัดน้ำยาตามกำหนดการป้องกันจึงจะได้ผล และอาจจะมีโอกาสที่หัวสปริงเกอร์อุดตันเมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่ง และเราจะทราบได้อย่างไรว่าหัวสปริงเกอร์หัวใดบ้างที่ตัน เพราะหัวสปริงเกอร์นั้นอยู่ใต้บ้าน
การใช้สารเคมีฉีดพ่นดินบริเวณที่ก่อสร้างบ้าน หากมีการฉีดพ่นสารเคมีทีมีประสิทธิภาพในอัตราส่วนที่ถูกต้องตามที่แนะนำไว้บนฉลากและฉีดพ่นอย่างทั่วถึง และไม่มีการขุดดินหรือการกระทำใดๆ ที่ไปกระทบกับดินที่ฉีดพ่นสารเคมีไว้แล้ว บ้านสามารถป้องกันปลวกได้อย่างน้อย 1-3 ปี เพราะสารเคมีกำจัดปลวกจะทำลายรังปลวกเดิม และป้องกันการสร้างรังใหม่ของแมลงเม่าได้เป็นอย่างดี
 
หลังการก่อสร้างบ้าน(post-construction)
 
เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้ จะมีประสิทธิภาพอยู่ไม่เกิน 3 ปี และเนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความร้อนชื้นฝนตกชุกทำให้เกิดการชะล้างสูงและสารเคมีสลายตัวไว การทำ retreatment เพื่อให้ดินมีสภาพความเป็นพิษไม่เหมาะให้ปลวกเข้าอยู่อาศัย อยู่ทุกปี เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น เมื่อสารเหล่านี้หมดฤทธ์แล้ว ปลวกก็จะกลับมาสร้างรังใต้บริเวณบ้านอีกได้    โดยการทำ retreatment นั้น จะใช้วิธีต่างๆ กันดังนี้
  1. ฉีดพ่นสารกำจัดปลวกลงใต้อาคารผ่านทางระบบท่อและสปริงเกอร์ที่เตรียมไว้ก่อนการสร้างบ้าน ส่วนใหญ่มักจะฉีดพ่นซ้ำทุกๆ ปี โดยเจ้าของสามารถเลือกชนิดของยาที่แตกต่างกันได้ (หมายความว่า หากเจ้าของบ้านต้องการ ก็สามารถเปลี่ยนบริษัทที่จะเข้าทำ retreatment ได้) แต่ต้องระมัดระวังการใช้สารเคมีกำจัดปลวกและแมลงแบบสัมผัสตายแต่ไม่มีการไล่แมลง (non repellent) ทับสารกำจัดแมลงประเภทที่ออกฤทธิ์ไล่แมลง(repellent)  อาจจะไม่ได้ผลหรือลดประสิทธิภาพไป โดยทั่วไปจะต้องทิ้งระยะห่างไว้อย่างน้อย 2-3 ปี เพื่อให้สารกำจัดแมลงและปลวกที่มีฤทธิ์ไล่แมลงเสื่อมสภาพไปก่อน

  1. ฉีดพ่นสารกำจัดแมลงและปลวกโดยใช้ระบบโฟมเป็นตัวพาสารเคมี โดยโฟมจะช่วยขยายปริมาณของน้ำยากำจัดปลวกในอัตรา10-20 เท่าเพื่อเติมเต็มช่องว่างใต้ดินก่อนจะยุบตัวลงทำให้พื้นที่ผิวดิน และคอนกรีตเปียกชุ่มด้วยน้ำยาอย่างทั่วถึง ฉีดโฟม  เป็นการฉีดเนื้อโฟมของสารเคมีเข้าไปในแทรกตัวให้เต็มช่องว่างส่วนต่างๆ ของบ้านเช่น ช่องว่างของฐานรากที่อยู่ใต้ดิน ช่องว่างของผนัง หรือรอยแยก รอยแตก รอยร้าวที่พอจะเป็นช่องทางให้ปลวกเข้าสู่ตัวบ้านได้ โดยโฟมจะเป็นตัวหาสารเคมีเข้าไปบริเวณที่ฉีดพ่นด้วยของเหลวปกติไม่ได้ โฟมจะยุบตัวลงภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที ทำให้ผนังช่องว่างเปียกอย่างทั่วถึง วิธีนี้เหมาะกับบ้านที่สร้างเสร็จแล้วที่ต้องการใช้สารเคมีซ้ำโดยไม่ต้องวางระบบท่อสปริงเกอร์แต่อาจต้องเจาะพื้นหากไม่มีการเตรียมท่อสำหรับฉีดโฟม วิธีการนี้เหมาะสำหรับสารกำจัดแมลงและปลวกประเภทที่สามารถออกฤทธิ์ไล่แมลง เพื่อช่วยลดจุดอ่อนที่เป็นช่องโหว่ให้ปลวกเข้าสู่บ้านในกรณีที่ไม่สามารถใช้สารเคมีให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดอย่างทั่วถึง  
ในทางกลับกัน เมื่อสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ดีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของน้ำยากำจัดปลวกประเภทนี้ได้เหนือกว่า เพราะปลวกจะไม่มาเข้ามาใกล้บ้านอีกเลย

 (รอยเจาะรูพื้นบ้านเพื่ออัดน้ำยาลงใต้ดิน)

สำหรับบ้านที่ก่อสร้างเสร็จแล้วโดยไม่มีการติดตั้งระบบท่อและสปริงเกอร์ หรือท่อรอบอาคารสำหรับฉีดพ่นน้ำยาหรือโฟม หากพบว่ามีปลวกเข้ามาในบ้านแล้ว บ้านอาจต้องถูกเจาะพื้นเป็นระยะทุกๆ 1 เมตรตามแนวคานเพื่อทำการฉีดพ่นน้ำยาหรือโฟมเข้าไป เว้นเสียแต่ว่าบ้านหรืออาคารนั้นมีพื้นที่ใต้ถุนหรือมีคานสูงกว่าผิวดิน 70 ซม. พนักงานของบริษัทกำจัดปลวกสามารถเข้าไปฉีดพ่นน้ำยาใต้อาคารได้โดยไม่ต้องเจาะพื้น และยังสามารถสำรวจท่อทางเดินของปลวก(ถ้ามี) ใต้อาคารได้ ดังนั้น บ้านที่มีคานคอดินสูงจากระดับพื้น 70-100 cm. จึงอาจไม่มีความจำเป็นต้องติดตั้งระบบท่อและสปริงเกอร์ใต้อาคารนั้นๆ.
 
สำหรับบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว หากมีปัญหาปลวกเข้าบ้านแต่ไม่ต้องการให้บริษัทกำจัดแมลงเจาะพื้นเพื่อฉีดพ่น สารเคมีกำจัดแมลงเข้าใต้อาคาร ท่านอาจจะมีทางเลือกหรือทางเลี่ยงอื่น วิธีหนึ่งคือ การใช้บริการระบบเหยื่อป้องกันปลวกซึ่งเรากำลังจะกล่าวถึง 
 
แต่เนื่องจากดินไม่ได้เป็นถิ่นที่อยู่ของปลวกอย่างเดียว เมื่อทำให้ดินเป็นพิษเสียด้วยการฉีดหรือพ่นสารเคมีเข้าไปก็ทำให้สัตว์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่ใต้ดินตั้งแต่กิ้งกือ ไส้เดือน และแมลงอื่นๆ ต้องตายไปด้วย นอกจากนั้นแล้ว อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น สารเคมีที่ใช้ในการทำให้ดินเป็นพิษนั้น มักจะมีอายุการใช้งานประมาณ 10 ปี ก่อนที่ประสิทธิภาพของมันจะหมดไปเมื่อปลวกพัฒนาตนเองให้ทนทานต่อสารเคมีนั้นๆ
 
 และเนื่องจากประเทศไทยเป็นเขตอากาศที่ทั้งร้อนทั้งชื้น ทำให้การทำ soil treatment เหล่านี้มีอายุการใช้งานไม่ถึง 10 ปี ทำให้เราต้องใช้สารเคมีในปริมาณที่มากขึ้นเข้มข้นขึ้น และบ่อยขึ้น เพื่อให้ทนต่อสภาพอากาศของประเทศไทยได้ นอกจากนั้น สารเคมีเหล่านี้ก็ต้องมีการเปลี่ยนสูตรกันมาเรื่อยๆ เพื่อป้องกันอาการดื้อยาของปลวกและแมลง
 
 
3. ระบบเหยื่อล่อ ซึ่งเป็นที่รู้จักในท้องตลาดอยู่ 3-4ยี่ห้อ
 
วิธีนี้จะใช้เหยื่อล่อไปฝังดินเป็นระยะๆ รอบตัวบ้านที่จุดที่คาดว่าน่าจะเป็นทางผ่านของปลวก จนกระทั่งปลวกเดินเข้ามากินเหยื่อแล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นเหยื่อพิษแทน โดยในวิธีนี้จะต้องมีการ monitor เหยื่ออยู่เป็นระยะๆ   ถ้าวางเหยื่อไว้ถูกจุดและสารดึงดูดสามารถยั่วน้ำลายปลวก เจ้าหน้าที่ก็จะเปลี่ยนจากสารดึงดูดเป็นสารพิษที่จะทำให้ปลวกก็จะพากันตายยกรังเพราะเหยื่อพิษที่ปลวกขนกลับไปที่รัง
 
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีรายงานการวิจัยโดยนักวิชาการอิสระจากสหรัฐอเมริการะบุว่าวิธีนี้ใช้ได้ผลเพียง  70% เท่านั้นเนื่องจากหากเหยื่อล่อไม่สามารถเรียกปลวกมาจุดที่วางเหยื่อล่อไว้ได้ ปลวกก็จะตรงเข้าทำลายบ้าน ดังนั้นจึงอาจต้องมีการวางอุปกรณ์ตรวจจับ หรือล่อปลวกแบบที่ใช้ภายในบ้านตามจุดที่สุ่มเสียงต่อการเข้ามาของปลวก พร้อมกับคอยตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามปลวกก่อนเข้าทำความเสียหายกับบ้าน จึงเป็นวิธีป้องกันที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่ต้องว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
 
และวิธีการนี้ใช้ได้กับทั้งบ้านสร้างบ้านใหม่ และบ้านที่อยู่อาศัยแล้ว แต่จะว่าไปแล้วเหมาะสำหรับบ้านที่สร้างใหม่มากที่สุด เพราะ ถ้าปลวกทำรังอยู่ใต้ดินบริเวณที่บ้านคร่อมทับอยู่แล้ว การใช้เหยื่อล่อก็อาจไม่เป็นผล   
 
แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม หากปลวกสามารถฝ่าด่านต่างๆ และบุกเข้ามาถึงตัวบ้านแล้ว ถ้าเจ้าของบ้านไม่มีปราการขั้นที่สองป้องกันไม่ให้ปลวกทำความเสียหายแล้ว ก็ทำใจได้เลยว่าไม้ ฝ้าและเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินจะกลายเป็นแหล่งอาหารอันโอชะให้กับปลวกเหล่านี้เสมอ
 
 
วิธีที่ 4 น้ำยารักษาเนื้อไม้ ปราการด้านที่สอง หยุดการทำลายของปลวก
ยังโชคดีที่อาคารบ้านเรือนสมัยใหม่ในประเทศไทยมีส่วนประกอบที่เป็นไม้ค่อนข้างน้อย เมื่อปลวกบุกเข้าบ้านจึงไม่ถึงกับทำลายโครงสร้างหรือทำให้ความแข็งแรงของตัวบ้านลดลง แต่ความเสียหายจะไปเกิดขึ้นกับเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน ฝ้า หรือวงกบไม้ต่างๆ
 
ปราการด่านที่สองที่ว่าคือการนำไม้ที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์มาทำให้เป็นพิษสำหรับปลวก ด้วยการอาบ ทา เคลือบ น้ำยารักษาเนื้อไม้เพื่อป้องกันปลวกและศัตรูไม้อื่นๆ วิธีนี้จะช่วยให้เจ้าของบ้านมั่นใจเพิ่มขึ้นว่าหากปลวกเข้ามาในบ้านแล้ว ก็จะไม่สามารถที่จะเจาะกินเนื้อไม้สร้างความเสียหายได้
 
น้ำยาป้องกันปลวกเนื้อไม้ที่มีอยู่ในท้องตลาดก็มีอยู่หลายชนิด หลักๆ แล้วก็เป็นยี่ห้อที่คุ้นๆ หูกันอยู่ ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็สามารถป้องกันปลวกแมลงทำลายไม้ แต่แลกกับการที่เราต้องสูดดมไอระเหยพิษที่ออกมาจากผลิตภัณฑ์แบบไม่มีทางเลือกและยังสุ่มเสี่ยงกับการปนเปื้อนของยาฆ่าแมลง (Vic’s) สังเคราะห์ใกล้เคียงกับสารเคมีราดดินแต่อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นไปอีก
 
สำหรับคนที่ไม่ต้องการที่จะฆ่าสัตว์เลย  อาจจะเลือกใช้วิธีนี้เพียงอย่างเดียวในการป้องกันไม่ให้ปลวกกินบิวท์อินของเรา  เพราะปลวกจะรู้ว่าไม้นี้มีสารที่เป็นพิษต่อร่างกายอยู่ก็จะเลี่ยงด้วยการไม่กินเลย  แต่ก็อาจจะเสี่ยงเล็กน้อยโดยเฉพาะกับบ้านที่มีที่ดินและมีสวนอยู่รอบ  เพราะมีความเป็นไปได้สูงมากว่าปลวกจะอาศัยอยู่ใต้ดินนั้น  แต่ก็อาจจะเป็นทางเลือกเดียวหากไม่ต้องการอัดฉีดสารเคมีลงดินเพื่อกำจัดปลวกเป็นประจำ
 
                                          แล้วเรายังมีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยและใช้ได้ผลจริงอีกมั้ย ?                                  
 
เดี๋ยวนี้ คนที่มองหาทางวิธีป้องกันปลวก ที่ไม่เป็นอันตรายกับคนและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หรือไม่อยากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็มีทางเลือกใหม่ที่ให้เราใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยกับชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างน้ำยารักษาเนื้อไม้และป้องกันปลวกช่วยให้ไม่ผุ จึงยืดอายุการใช้งานของไม้ซึ่งผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกในท้องตลาดไม่มีคุณสมบัติข้อนี้ที่ได้จากสารบอเรตแทน เพราะให้ผลทั้งเป็นแนวป้องกัน ปลวกและยังช่วยรักษาเนื้อไม้ไปในตัวที่สำคัญใช้เพียงครั้งเดียวก็สามารถปกป้องเนื้อไม้ได้ตลอดอายุการใช้งาน ถ้าใครสนใจรายละเอียดมากกว่านี้ก็สามารถคลิ๊กไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 

บอราแคร์ ผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวก แมลง เชื้อรา มาตรฐานกรีน

อีกทางเลือกหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านสร้างใหม่หรือบ้านสร้างแล้วอาจลองนำเอาวิธีการที่เหมาะสมต่างๆ หลายๆวิธีมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เช่น การราดน้ำยาลงดินเป็นแนวป้องกันปลวกรอบตัวบริเวณบ้านแล้ว protect ส่วนประกอบที่เป็นไม้ของตัวบ้านอีกชั้นด้วยผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกและรักษาเนื้อไม้ เพื่อให้มั่นใจว่าแม้ปลวกผ่านด่านแรกแล้วหลุดเข้ามาในบ้านแล้ว มันจะไม่เห็นบิวท์อินของเราเป็นแหล่งอาหารของมัน
 
ต้องขอขอบคุณคุณนำชัย ที่ให้ความรู้เรื่องปลวกกับเราในวันนี้ ถ้าใครกำลังมีปัญหาเรื่องปลวก หรืออยากปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลรักษาพื้นไม้ล่ะก็ โทร.ปรึกษาได้ที่ 
 
บริษัท เชียงไทยเทรดดิ้ง จำกัด
7 ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร. 9 ซอย 48 แยก 4 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
โทรศัพท์  081-841-2443    0-2726-7300 โทรสาร 0-2726-7350   e-mail: [email protected]
 
 
 
Showcase : 

Comments

akanek_ja_ja's picture

มีคนถามกันเข้ามามากเหลือเกินว่าถ้าปลวกเข้าบ้านแล้วทำยังงัย  อันนี้ต้องบอกกันตรงๆ ว่า ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันเข้ามาแล้ว  สิ่งเดียวที่ทำได้คือกำจัดปลวกที่เข้ามาบ้านได้แล้วออกไปให้หมด  แล้วป้องกันไม่ให้มันเข้ามาใหม่ได้  ก็ต้องเรียกบริษัทกำจัดปลวกมาคุยกัน  นี่เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหนที่ไม่ให้ปลวกเข้าบ้าน มันก็ยังมีโอกาสหลุดได้
ดังนั้น ทางที่ดี เราควรจะมีปราการด่านที่สองว่า ถ้าปลวกมันหลุดเข้ามาได้บ้านได้แล้ว จะทำอย่างไรไม่ให้มันมาทำลายเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินราคาแพงของเรา  ซึ่งอันนี้ก็จะกลับมาที่การทำให้ปลวกไม่กินไม้ของเรา  เจ้าของบ้านหลายคนเวลาทำบิวท์อินไม่คิดถึงจุดนี้  เพราะมันแต่คิดถึงความสวยงาม หน้าตา  แล้วลืมไปว่า  ถ้าเราไม่รักษาเนื้อไม้บิวท์อินนั้นๆ  มันก็จะสวยอยู่ได้ไม่กี่ปี แล้วก็ต้องรือทิ้งทำใหม่ เพราะบิวท์อินกลายเป็นอาหารของปลวกไปหมดแล้ว 
ทางที่ดี เจ้าของบ้านควรจะถามช่างที่ทำบิวท์อินว่า ไม้หรือวัสดุที่นำมาใช้ทำบิวท์อินให้เรานั้น มีการป้องกันไม่ให้ปลวกกินหรือเปล่า  แล้วเจ้าของบ้านจะรู้ได้อย่างไรว่าช่างบิวท์อินใช้ไม้ที่ผ่านการักษาเนื้อไม้ให้เราจริง
ถ้าช่างบิวท์อินคนไหนตอบว่า เป็นไม้อัดสัก ปลวกไม่กิน  ก็อย่างเพิ่งด่วนเชือ หรือด่วนสรุปว่าช่างโกหก  ช่างอาจจะไม่ทราบจริงๆ ก็ได้  อย่างที่เคยคุยกันไว้ในเรื่อง มารู้จักห้องครัวให้มากขึ้นอีกนิด  บานบิวท์อินทั้งหลายมักเป็นไม้ยางอัดแล้วมีไม้สักเป็น veneer อยู่ชั้นบนสุดเพื่อความสวยงาม  ทีนี้ปลวกอาจจะไม่กินวีเนียร์ที่เป็นไม้สัก  แต่ไม้ยางอัดนั่นกินแน่นอน
อย่างที่คุณนำชัยพูดไว้  เมื่อเราลงทุนทำบิวท์อินราคาแพงแล้ว ลงทุนเพิ่มอีกสักนิดเพื่อให้บิวท์อินของเราอยู่กับเราไปนานๆ ไม่โดนปลวกกิน  เพื่อที่ว่าถ้าหากปลวกฝ่าด่านสารเคมีทั้งหลายรอบบ้านเราเข้ามาได้แล้ว  มันจะกินบิวท์อินของเราไม่ได้...

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง

pattt's picture

บ้านสวนที่ ตจว ก็เพิ่งส่งข่าวมาว่า เห็นร่องรอยปลวกตรงวงกบประตูบ้าน วงกบเป็นไม้สักทั้งชิ้น ก็สงสัยเหมือนกันว่า ตกลงแล้วปลวกกินไม้สักหรือเปล่า วงกบไม้สักที่บ้านก็เป็นไม้เก่า ใช้มา 20-30 ปีแล้ว แต่มาปีนี้โดนคุณปลวกเล่นงาน สงสัยต้องเรียกคนฉีดปลวกมาจัดการ 

แต่ถ้ามีโปรเจคสร้างหลังใหม่คงต้องหาทางป้องกันเอาแบบหลายๆ ชั้นดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาระแวงว่าปลวกจะเข้าบ้านอีก

 

By pattt on

nfin01's picture

จริงๆ แล้วไม้สักเป็นไม้เนื้ออ่อนที่ปลวกกิน  แต่ไม้สักจะมีกลิ่นหรือสารอะไรบางอย่างที่ปลวกไม่ชอบกินอ่ะ  ไม้สักที่อ่อนอาจจะไม่มีกลิ่นหรือสารนี้  ปลวกก็อาจจะกินไม้สักเรียบได้