Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

Eco Village วิถีชุมชนแดนโคนม พัฒนาอย่างยั่งยืน

03 Sep 2012 - akanek_ja_ja

วันนี้จะพาไปรู้จักชุมชนน่าอยู่แห่งหนึ่งที่คุณจะไม่เห็นรถราวิ่งไปมาในชุมชน   มีสวนผักส่วนกลางที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการปลูก ดูแล และเก็บไปปรุงอาหารที่บ้านได้ มีศูนย์บริหารจัดการขยะและร้านจำหน่ายสินค้ารีไซเคิล  เป็นชุมชนที่มีระบบจัดการกับของเสียจากครัวเรือนที่มีประสิทธิภาพ และที่คิดว่าแปลกไม่เหมือนใครก็ตรง... เป็นชุมชนที่เขาไม่ซักผ้ากันในบ้าน


ชุมชนที่ว่านี้ชื่อว่า   Okosamfundet Dyssekilde  เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีประชากรราว 200 ชีวิตอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของ Sealand  ระหว่างเมือง  Frederiksværk กับเมือง Hundested   ที่ประเทศเดนมาร์ค ชุมชนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นชุมชนแบบ  EcoVillage ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ


ชุมชนแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1999  เมื่อกลุ่ม developer กลุ่มหนึ่ง ที่มีเพียงไม่กี่คนมีแนวคิดตรงกันว่า อยากจะทำชุมชนน่าอยู่ ที่แตกต่างไปจากชุมชนที่อยู่ทั่วเดนมาร์ค  โดยวางคอนเซ็ปชุมชนของพวกเขาเอาไว้ว่า บริโภคอย่างมีสติ พึ่งพาตัวเองให้มาก มีส่วนในการรับผิดชอบกับการบริโภคกินใช้ จัดการกับของเสียที่ระบายออกมาจากครัวเรือนสู่ท่อระบายน้ำ รวมถึงการสร้างชุมชนที่ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการบริหารชุมชนร่วมกัน การอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกันในหมู่สมาชิกในชุมชน 


ลองมาดูกันว่า ชุมชนแห่งนี้เขามีการบริหารจัดการชุมชนอย่างไรที่ทำให้ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นชุมชนน่าอยู่และยังเผื่อแผ่น้ำใจไมตรีไปถึงสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่อย่างไร และเราสามารถนำเอาแนวทางของเขามาปรับใช้กับชุมชนของเราได้อย่างไรบ้าง


        Waste Managnement       
ที่ไหนมีชุมชน ที่นั่นมีของเสียเกิดขึ้น เช่นเดียวกับชุมชนแห่งนี้ที่มีของเสียจากครัวเรือนไม่ต่างจากชุมชนทั่วไป แต่ที่นี่ขยะจะถูกแยกประเภทตั้งแต่อยู่ในครัวเรือนก่อนที่จะนำมารวมกันไว้ที่  ศูนย์บริหารจัดการขยะชุมชน ที่จัดระเบียบขยะโดยแยกขยะออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ตามหลักสากลทั่วไป แก้ว โลหะ กระดาษ  พลาสติก ขยะพิษหรือขยะอันตราย 


เมื่อขยะเดินทางมาถึงศูนย์ฯ ก็จะมีสภาท้องถิ่นและบริษัทรับซื้อของเก่าเข้ามารับซื้อนำกลับไปรีไซเคิลซึ่งช่วยลดภาระให้กับชุมชนในการจัดการขยะลงไปได้บางส่วน ส่วน ขยะที่ไม่สามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้อีกก็จะถูกส่งต่อไปยังศูนย์บริหารจัดการขยะเพื่อนำไปจัดการอย่างถูกวิธีต่อไป ในบริเวณเดียวกันยังมีร้านจำหน่ายสินค้ามือสอง จำพวกเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์มือสองที่อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีอยู่หรืออาจต้องซ่อมแซมนิดหน่อย นำมาจำหน่ายในราคาย่อมเยา สร้างรายได้เข้าชุมชนอีกทางหนึ่ง


      Housing      
ในชุมชนแห่งนี้ เจ้าของบ้านทุกคนที่เข้ามาจับจองเป็นเจ้าของบ้าน จะมีสิทธิ์เฉพาะตัวบ้านเท่านั้น ส่วนสวนและพื้นที่โดยรอบตัวบ้านนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของกรรมการชุมชน โดยมีกติการ่วมกันว่า ตัวแทนบ้านแต่ละหลังจะต้องร่วมกันดูแลรักษาสวนและพื้นที่รอบตัวบ้าน

 
บ้านทุกหลังในชุมชนแห่งนี้จะเป็นบ้านที่เน้นการก่อสร้างที่เรียบง่าย เจ้าของบ้านสามารถมีส่วนร่วมในการก่อสร้าง หรือจะก่อสร้างด้วยตัวเองก็ย่อมได้  วัสดุก่อสร้างที่ใช้ก็จะเป็นวัสดุที่ได้จากท้องถิ่นหรือเป็นวัสดุมือสอง เช่น ไม้จริงที่หาได้ในท้องถิ่น ซึ่งมีน้ำมันในเนื้อไม้ที่ช่วยป้องกันอากาศที่หนาวเย็น  อิฐที่ไม่ผ่านการเผาไฟ ที่มีคุณสมบัติดูดซับความร้อนเก็บไว้ได้ดีทำให้บ้านอุ่นสบาย  ฉนวนกันความร้อนจากก้อนฟางและพืชตระกูลปอป่าน  อิฐ กระเบื้อง ประตูหน้าต่างมือสองหรือวัสดุก่อสร้างที่เหลือจากการก่อสร้าง ฯลฯ


แต่ด้วยภูมิอากาศที่หนาวเย็น จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ป้องกันความหนาวเย็นเช่น การติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคา ติดตั้งระบบทำความร้อนใต้ดินที่ให้ทั้งความอบอุ่นในตัวบ้านและทำน้ำร้อนใช้ในบ้าน โดยอาศัยน้ำฝนที่เก็บสำรองไว้ในถังเก็บน้ำใต้ดิน นอกจากนี้ยังรู้จักใช้พลังงานจากธรรมชาติอย่างแสงแดดมาสร้างความสว่างและความอบอุ่นให้กับตัวบ้านได้ด้วยการ สร้างบ้านด้านที่โดนแดดมากที่สุดเป็นเรือนกระจกหรือติดตั้ง skylight บนหลังคา เพื่อให้แสงแดดส่องเข้ามาภายในตัวบ้าน ช่วยให้บ้านสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟในตอนกลางวัน และยังให้ความอบอุ่นจากแสงแดดที่เข้ามาอีกด้วย


และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าหลังคาของบ้านแต่ละหลังจะไม่ค่อยเป็นเหลี่ยมเป็นมุมเท่าไร นั่นเพราะหลังคาที่เป็นเหลี่ยมเป็นมุมนั้น กักเก็บความร้อนได้ไม่ได้ดี หลังคาบ้านของชุมชนแห่งนี้จึงมักจะมีหน้าตาแปลกจากบ้านทั่วไปที่เราเห็น 


      Water management       
เชื่อมั้ยว่าที่นี่ใช้น้ำประปาเพียง 60-65% จากปริมาณน้ำที่คนเดนมาร์คทั่วไปใช้  เขาทำได้อย่างไร ???


เคล็ดลับประหยัดน้ำของชุมชนแห่งนี้ก็คือ การเก็บน้ำฝน เป็นแหล่งน้ำสำรองที่ชุมชนแห่งนี้ใช้อุปโภคบริโภคแทนน้ำประปา โดยเขาจะเก็บสำรองน้ำฝนใส่ถังเก็บน้ำใต้ดินไว้ใช้กับงานชำระล้างต่างๆ ทั้งการชำระของชักโครก ใช้กับเครื่องล้างจานและรดน้ำต้นไม้ ซึ่งกิจกรรมพวกนี้ ปรกติแล้วจะใช้น้ำค่อนข้างสิ้นเปลือง


       Energy Efficiency      
พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ภายในชุมชนทั้งหมดได้มาจาก กังหันลมขนาดใหญ่ 7 เครื่องที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 450 กิโลวัตต์ ซึ่งมากกว่าความต้องการของครัวเรือนทั้งหมดในชุมชน   ส่วนที่เหลือชุมชนจึงขายให้กับชุมชนใกล้เคียงเป็นรายได้กลับเข้มา


      Green Space    
สำหรับพื้นที่สีเขียว ที่นี่ไม่เพียงมีแค่สนามเด็กเล่นหรือสวนสวยๆ เหมือนที่เราเห็นตามโครงการหมู่บ้าน แต่ที่นี่แบ่งพื้นที่ส่วนกลาง ขนาด 6.25 ไร่ ไม่ว่าจะเป็น ครัวของชุมชน แปลงผักส่วนกลาง โรงเลี้ยงไก่ ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการปลูก ดูแล รองรับความต้องการและกิจกรรมที่หลากหลาย สำหรับประชากร 118ชีวิตและเยาวชนในหมู่บ้านอีก 60 ชีวิต นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิ์แปลงผักส่วนตัวสำหรับบ้านแต่ละหลังด้วย 
วิถีชีวิตชุมชนน่าอยู่


การใช้ชีวิตในชุมชนแห่งนี้ เขาจะมีกติกาที่จะต้องปฏิบัติร่วมกันที่ทำให้ชุมชนของเขาเป็นชุมชนน่าอยู่ได้อย่างน่าสนใจ เช่น บ้านทุกหลังจะสร้างติดๆ กัน และห้ามปลูกสร้างแนวกั้นอาณาเขต รั้ว กำแพงหรือสิ่งกีดขวางที่เป็นการกั้นแบ่งแดนเด็ดขาด บ้านทุกหลังจึงปลูกสร้างติดๆ กัน มีสวนหรือพื้นที่ใช้สอยนอกตัวบ้านร่วมกัน และสมาชิกจากแต่ละบ้านจะต้องมีตัวแทนที่คอยทำหน้าที่ดูแลสวนที่อยู่ระหว่างบ้านแต่ละหลัง

 


ถ้าบ้านไหนต้องซ่อมแซม บำรุงรักษาหรือมีเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านเสียหาย ก็จะมีอาสาสมัครที่เป็นสมาชิกในชุมชนซึ่งมีทักษะความชำนาญในด้านต่างๆ เข้าไปช่วยดูแลแก้ไขให้ ซึ่งในระหว่างที่คุณทำงานอาสาสมัครก็จะมีคนคอยดูแลเด็กๆ ให้ หรือเตรียมกาแฟให้คุณ  กติกานี้เป็นการเอื้อให้เกิดการแบ่งปันน้ำใจระหว่างคนในชุมชนที่น่าเอาเป็นแบบอย่างจริงๆ


และถ้ามีคุณมีโอกาสไปพักค้างคืนที่ชุมชนแห่งนี้ สิ่งที่คุณจะได้พบก็คือ คุณจะไม่ได้เห็นรถราวิ่งไปมาในชุมชน เพราะเขามีข้อตกลงร่วมกันว่า เจ้าของบ้านที่มีรถยนต์หรือแขกผู้มาเยือนจะต้องจอดรถไว้ที่ parking ที่ทางเข้าชุมชนแล้วเดินเข้ามาเท่านั้น ยกเว้นรถขนของหรือรถบรรทุกของหนักจึงจะอนุญาตให้เข้ามาได้ 

และอีกหนึ่งความแปลกของที่นี่ก็คือ บ้านทุกหลังจะไม่มีเครื่องซักผ้า ถ้าใครจะซักผ้าจะต้องไปซักผ้าที่ the communal house  ที่นั่นจะมีเครื่องซักผ้าแบบอุตสาหกรรมตั้งอยู่ 3 เครื่อง  เครื่องซักผ้าที่นี่ก็จะใช้น้ำฝน และใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เข้าใจว่าเป็นการควบคุมเพื่อให้ง่ายต่อการบำบัดน้ำเสียจากครัวเรือนที่จะปล่อยออกมา


ได้เห็นสิ่งที่ชุมชนแห่งนี้เป็นอยู่และยังคงดำเนินต่อไปแล้วก็อดอิจฉาเล็กๆ ไม่ได้ ที่เขาชัดเจนกับวิถีชีวิตของตัวเอง สามารถกำหนดชีวิตของตัวเองได้ว่าอยากจะมีชีวิตอยู่อย่างไร โดยที่ไม่ได้ปิดรับกับสิ่งใหม่และยังคงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย กลมกลืนไปกับธรรมชาติ พึ่งพาอาศัยกันและกัน อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ อยากเห็นชุมชนแบบนี้ในบ้านเราบ้างจัง

 

 

 

 

 

 

About the Author

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง