Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

ใช้ชีวิต Going Green อย่างไร ไม่ฝืนกาย ลำบากใจ

15 Oct 2012 - akanek_ja_ja

มีทิปส์เล็กๆ น้อยๆ กับการประหยัดพลังงาน ทั้งเรื่องการใช้น้ำและไฟฟ้าในบ้านทั่วๆ ไปมาฝากคนที่อยากจะเริ่มต้นกับชีวิตที่ Going Green  แต่ก็ยังใช้ชีวิตได้ตามปรกติเหมือนทุกวัน เอาไว้ใช้กันค่ะ


เพราะเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมการที่เราจะหันมาใช้ชีวิต  Going Green จะต้องใช้ชีวิตสมถะสุดๆ หรือเปล่า? หรือต้องเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านใหม่ทั้งหมดหรือเปล่า?  ต้องมีชีวิตที่ตระหนี่ถี่เหนียวกับการใช้พลังงานจนเริ่มจะเรียกว่าลำบากลำบนด้วยหรือถึงจะได้ชื่อว่า Green ? ต้องถึงขั้นไม่แต่งหน้าทาปาก ไม่แต่งตัวกันเลยหรือเปล่า? ต้องย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กลงหรือเปล่า ? 

ถ้าไม่จำเป็นถึงขั้นนั้นแล้วเราจะ  going green  ได้โดยที่เรายังใช้ชีวิตได้ตามปรกติเหมือนทุกวัน   going green ได้อย่างมีความสุข และไม่รู้สึกฝืนตัวเองมากเกินไปได้อย่างไร???  ลองมาดูกันว่า เราจะมีวิธีประนีประนอมระหว่างรูปแบบการดำเนินชีวิตของเรากับการประหยัดใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าได้อย่างไรบ้าง


      การใช้น้ำในห้องน้ำ     

วิธีประหยัดน้ำที่เราได้ยินบ่อยๆ ก็คือ การเปิดน้ำทิ้งไว้ตอนแปรงฟัน  จะเสียน้ำไปอย่างเปล่าประโยชน์ถึง 9ลิตรต่อนาที  หรือการเปิดฝักบัวขณะถูสบู่เพียง 10 นาทีจะสูญเสียน้ำประมาณ 90 ลิตร  แต่ถ้าเราปล่อยปละละเลยไม่เคยได้สำรวจรอบๆ บ้านว่ามีน้ำรั่วตามท่อประปาตรงไหนบ้าง ก็เท่ากับว่าเราสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์เช่นเดียวกัน  เพราะรอยรั่วแค่ 3.2มม. ตามท่อประปา อาจทำให้เราสูญเสียน้ำไปมากว่า 10,000ลิตรต่อวัน 

ดังนั้น ถ้าคุณไม่อยากสูญเสียน้ำแบบไม่รู้ตัวก็ต้องหมั่นตรวจว่าในบ้านของคุณมีน้ำรั่วบ้างมั้ย วิธีตรวจสอบที่ง่ายที่สุด ก็คือ ปิดการใช้น้ำทั้งหมดบ้านแล้วดูว่าที่มาตรวัดน้ำยังมีการเคลื่อนไหวอยู่หรือไม่ ถ้ามาตรวัดน้ำยังเคลื่อนไหวอยู่ก็แสดงว่ามีน้ำรั่วอยู่ที่ไหนสักที่ในบ้านคุณ ถึงเวลาต้องเรียกช่างประปาแล้วล่ะ

แม้แต่ตอนฟอกสบู่ล้างมือ ไม่ควรเปิดน้ำทิ้งไว้เอาเพราะจะสูญเสียน้ำเช่นเดียวกับการเปิดน้ำทิ้งไว้ตอนแปรงฟัน แต่ส่วนที่จะทำให้เราสูญเสียน้ำไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ การใช้สบู่ก้อนล้างมือ เปลืองน้ำกว่าสบู่เหลว เคยเปรียบเทียบเวลาที่ล้างมือด้วยสบู่สองชนิดกันมั้ย  สบู่ก้อนมักจะใช้เวลาล้างนานกว่าสบู่เหลว และสบู่เหลวแบบเข้มข้นก็ใช้เวลาล้างนานกว่าสบู่เหลวที่เข้มข้นน้อยกว่า เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ประหยัดน้ำกันจริงๆ แล้ว สบู่ที่ใช้ล้างมือที่วางอยู่ตามอ่างล้างมือก็ควรจะเปลี่ยนเป็นสบู่เหลวชนิดเข้มข้นน้อย จะช่วยคุณประหยัดน้ำที่สุด

ส่วนการอาบน้ำจากฝักบัวใช้น้ำน้อยกว่าการอาบในอ่างอาบน้ำถึง 5เท่า แต่นั่นอาจะยังไม่พอ ถ้าจะให้ประหยัดจริง เห็นผลจริงแล้ว การเปลี่ยนมาใช้หัวฝักบัวประหยัดน้ำ จะช่วยประหยัดการสูญเสียน้ำในระหว่างการอาบได้ถึง 50%  ของฝักบัวทั่วไป และยังทำให้คุณได้อาบน้ำนาน 15 นาทีอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องเร่งรีบอาบให้เสร็จภายใน 9นาที เพราะกลัวจะเปลืองน้ำด้วย

 

     การล้างจาน     
สำหรับครัวไทย เราจะคุ้นเคยกับการล้างจานด้วยมือ จะด้วยความเคยชินมาแต่ไหนแต่ไร และรู้สึกได้ว่าประหยัดกว่าการล้างด้วยเครื่องล้างจาน (กรณีที่จานชามไม่กี่ใบ) หรือบางบ้านมีแม่บ้านอยู่แล้ว เครื่องล้างจานก็อาจจะไม่จำเป็น แต่สำหรับบ้านที่ enjoy eating  หรือชอบทำอาหารทานกันบ่อยๆ ก็อาจจะนิยมชมชอบการใช้เครื่องล้างจานมากกว่า เพราะสะดวก รวดเร็ว

มาดูที่วิธีประหยัดน้ำในการล้างจานชามที่ใช้กันทั่วๆ ไปกันก่อน  ถ้าคุณใช้การเปิดน้ำใส่อ่างแล้วล้าง ซึ่งมักจะต้องล้างถึง 2 น้ำ แต่ก็ทำให้เราเสียน้ำไปแค่ 25ลิตรต่อการล้างหนึ่งครั้ง (จำนวนน้ำต่อการล้างหนึ่งครั้ง 25 คูณ จำนวนการล้าง 2 ครั้ง = เราต้องใช้น้ำในการล้างไปทั้งหมด 50 ลิตร) ในขณะที่การล้างด้วยการเปิดน้ำตลอดเวลา เพียง 15 นาที จะเกิดน้ำเสียไหลลงไปตามท่อถึง 135 ลิตร 

ส่วนการล้างจานชามด้วยเครื่องล้างจาน  ก่อนหน้านี้ก็เข้าใจว่าต้องใช้น้ำเยอะ ต้องเปลืองน้ำแน่นๆ แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น  เพราะถ้าใส่จานชามตามจำนวนหรือความจุเครื่อง(ตามคำแนะนำในคู่มือ) จะใช้น้ำไปเพียง 20-30 ลิตร  แต่ถ้าเป็นรุ่นประหยัดพลังงานจะใช้น้ำได้ถึง  15-22ลิตร

 

      เครื่องซักผ้า     
การซักผ้าแต่ละครั้ง ถ้าใส่เต็มความจุของเครื่อง(ตามคำแนะนำ)  ทำให้เกิดน้ำเสียประมาณ 130 ลิตร อันนี้ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ว่าสิ้นเปลืองน้ำไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้น เพื่อให้เกิดการสูญเสีย(ทั้งน้ำและไฟฟ้า)น้อยที่สุด ควรรวมผ้าให้ได้มากพอตามคำแนะนำในคู่มือเครื่อง แล้วค่อยซัก จะช่วยให้การซักคุ้มค่ากับน้ำและพลังงานไฟฟ้าที่สูญเสียไป  แต่ที่สิ้นเปลืองมากที่สุดคือ เครื่องซักผ้าที่มีโหมดอบแห้งจะใช้พลังงานไฟฟ้ามากว่าเครื่องซักผ้าที่ไม่มีการอบแห้งถึง 10เท่า

 

       หลอดไฟ       
เรารู้ว่า การเปลี่ยนมาใช้หลอดผอมแทนหลอดอ้วนๆ ใช้หลอดตะเกียบแทนหลอดไส้ หรือหลอด LED จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ เช่น  หลอดตะเกียบขนาด 100 วัตต์ ถ้าเปิดนาน 8ชม. ต่อวัน จะประหยัดไฟได้ 0.64 kWh ประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไส้ถึง 80% 

แต่รู้มั้ยว่า การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดไฟได้มากขึ้น อย่าง บัลลาสต์ประหยัดไฟ หรือเพิ่มโคมไฟแบบมีแผ่นสะท้อนแสงเพื่อเพิ่มแสงสว่างจากหลอดไฟในขณะที่ใช้ไฟฟ้าเท่าเดิม  หรือใช้กระจกหรือฟิล์มที่มีคุณสมบัติป้องกันความร้อนแต่ยอมให้แสงผ่านเข้ามาในอาคารได้แทนการใช้ผ้าม่าน ป้องกันแดดและความร้อนแล้วต้องเปิดไฟเพื่อให้แสงสว่างภายในห้อง ก็ช่วยลดความจำเป็นที่จะต้องเปิดไฟในตอนกลางวันลงได้

นอกจากนี้ การปิดไฟในส่วนที่ไม่ใช้งาน และเปิดเฉพาะดวงที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ยังช่วยประหยัดพลังงานได้ 1-5% แล้ว แต่ถ้าเราเลือกหลอดไฟวัตต์ต่ำๆ  (วัตต์ต่ำ นั่นหมายถึงกินไฟน้อยไปด้วย) สำหรับพื้นที่ที่จำเป็นต้องเปิดทิ้งไว้ทั้งคืน เช่น หน้าประตูรั้ว ประตูบ้าน หรือในสวน ก็ไม่ได้สิ้นเปลืองเท่าไหร่ถ้าแลกกับเรื่องปลอดภัย

 

       เครื่องปรับอากาศ     
แคมเปญที่ดังที่สุดในการรณรงค์ประหยัดไฟเห็นจะไม่มีอะไรเกินเรื่องการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 25 องศา จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 10% แต่ถ้าในห้องนั้น มีคนอยู่ในห้องหลายสิบคน  ความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของแต่ละคนก็อาจจะทำให้ ห้องในอุณหภูมิ 25 องศาเริ่มเป็นอุณหภูมิที่ไม่สบายตัวแล้ว

ในกรณีของบ้านพักอาศัย อาจจะเปลี่ยนจากการเปิดแอร์เป็นเวลา มาเป็นมีความสุขกับความเย็นแบบต่อเนื่องจากพัดลมติดเพดาน ที่สามารถเปิดได้หลายชั่วโมงต่อวัน หรือติดตั้งฉนวนกันความร้อนโดยรอบห้องเพื่อเก็บรักษาอากาศเย็นเอาไว้  หรือปลูกต้นไม้รอบๆ บ้านหรือรอบๆ อาคาร  ปลูกไม้คลุมดินเพื่อลดความร้อนที่คายออกมาจากพื้นดิน  เพราะต้นไม้ยืนต้น 1 ต้นให้ความเย็นเท่ากับเครื่องปรับอากาศขนาด 12000 บีทียู  

 

        โถสุขภัณฑ์        
โถสุขภัณฑ์รุ่นประหยัดน้ำหรือรุ่นที่มีปุ่มให้เลือกกดหนัก กดเบาช่วยเราประหยัดน้ำในการชำระล้างได้ แต่ถ้าชำระไม่หมด ก็ต้องกดซ้ำ  (สมมติว่าโถสุขภัณฑ์เป็นรุ่น 3 ลิตร กดซ้ำสองครั้งก็กลายเป็น 6ลิตร ใช้น้ำไม่ต่างจากรุ่นทั่วไปเท่าไหร่)   แต่คนที่ยังใช้โถสุขภัณฑ์รุ่นเก่าหรือเลือกรุ่นทั่วไปที่อาจจะเปลืองน้ำ วิธีประหยัดน้ำแบบง่ายๆ ที่ทำได้คือการเอาขวดน้ำใส่น้ำถ่วงในถังเก็บน้ำ ก็ช่วยประหยัดปริมาณน้ำในการชำระล้างได้เหมือนกัน

 

จริงๆ แล้ว หัวใจสำคัญของการประหยัดพลังงานไม่ได้อยู่ที่วิธีการ อุปกรณ์ หรือพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ทั้งหมดจะต้องถูกนำมาใช้อย่างสมดุล ไม่ตึง ไม่หย่อนจนเกินไป บางคนเข้มงวดกับการประหยัดพลังงานมากจนกลายเป็นว่า ทำให้การใช้ชีวิตยุ่งยากลำบากขึ้น  ในขณะที่บางคนก็หย่อยยาน จนเหมือนจะไม่ได้ประหยัดอะไรเท่าไหร่ บางคนมีอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน แต่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม  ผลก็ยังคงสิ้นเปลืองเหมือนเดิม

 



 

About the Author

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง