Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

La Terre เสน่ห์สถาปัตยกรรมดิน

01 May 2011 - akanek_ja_ja
เอกเขนกได้รู้จักกับคุณปัจจ์ บุญกาญจน์วนิชา สถาปนิกและเจ้าของบริษัท La Terre มาตั้งแต่ต้นปี 2553 และเมื่องานสถาปนิก’54 Bottom Up ที่ผ่านมา ก็ได้แวะไปที่ booth ลา แตร์ อีกครั้งเพื่อมาทักทาย เผอิญคุณปัจจ์ติดกลุ่มนักศึกษาอยู่ ก็เลยยืนรออยู่ในบริเวณ booth 
 
ระหว่างที่รอ ก็ได้ยินคุณปัจจ์อธิบายเกี่ยวกับคุณสมบัติของ ดินฉาบลาแตร์ อย่างละเอียด ทำให้รู้สึกว่า มีอะไรเกี่ยวกับ ดินฉาบ และคุณปัจจ์ มากกว่าที่คิด จึงถือโอกาสนัดสัมภาษณ์คุณปัจจ์เพื่อทำความรู้จักกับลาแตร์มากขึ้น
เมื่อได้มาคุยกับคุณปัจจ์ ก็ดีใจมากที่ได้นัดสัมภาษณ์ครั้งนี้ เพราะได้เรียนรู้อะไรที่เกี่ยวกับดินมากขึ้น และภูมิใจที่ได้เจอคนไทยเก่งๆ ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน
 
 
เพียง 1 อาทิตย์ ก็หลงเสน่ห์ดินจนถอนตัวไม่ขึ้น
คุณปัจจ์ย้อนจุดเริ่มต้นของ ลาแตร์ให้ฟังว่า เพราะความบังเอิญที่ทำให้เขาและดินได้ไปเจอกันที่ฝรั่งเศส หลังคว้าปริญญาโทมาแล้วถึง 3 ใบ (การจัดการสิ่งแวดล้อมในงานก่อสร้าง (Environmental Quality Management in Construction) ,การจัดการเสียง ในงานสถาปัตยกรรม และ ผังเมือง  (Science of Acoustic in Architecture and Urban) และ การออกแบบบบรรยากาศสำหรับงานสถาปัตยกรรม Design for Architecture & Ambience Design) และกำลังวางแผนที่จะอยู่ท่องเที่ยวต่ออีกระยะหนึ่งก่อนที่จะกลับประเทศไทย แต่ติดที่ว่าจะต้องใช้ visa ในการอยู่ต่อ คุณปัจจ์จึงลงทะเบียนเรียนหนังสืออีกครั้งและคิดที่จะทิ้งเงินที่ลงทะเบียนไป เพื่อจะใช้วีซ่านักศึกษานั้นในระหว่างเดินทาง  คราวนี้ก็เลยเลือกสาขาวิชา Earth Architecture
 
เนื่องจากโรงเรียนเปิดเรียน 1 อาทิตย์ก่อนที่โปรแกรมท่องเที่ยวจะเริ่ม คุณปัจจ์เห็นว่าไหนๆ ก็ลงทะเบียนแล้ว ก็น่าจะลองเข้าไปเรียนดูสักนิด ภายใน 1 สัปดาห์ นั้น คุณปัจจ์ก็หลงเสน่ห์ดินจนถอนตัวไม่ขึ้น ยกเลิกโปรแกรมท่องเที่ยวที่เตรียมไว้ทั้งหมด  แล้วใช้เวลาตลอด 2 ปีเรียนอย่างจริงจังและลึกซึ้ง ตั้งแต่เรื่องธรณีวิทยา การเกิดของดิน จนกระทั่งไปถึงการนำดินไปใช้ในงานก่อสร้างและ สถาปัตยกรรมจากดิน ซึ่ง เป็น 2 ปีที่ต้องคลุกคลีอยู่กับดินอยู่ทุกวัน
 
 
From France to La Terre SA. Thailand
หลังจากสำเร็จกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ไฟแรง คุณปัจจ์จึงไปเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มบ้านดิน (โครงการบ้านดิน อาศรมวงศ์สนิท ) (www.baandin.org ) ทำหน้าที่อบรมวิทยากรที่จะไปอบรมผู้อื่นต่อ (เป็นครูของครู) อยู่ระยะหนึ่งก่อนที่จะหันมาผลิต ดินฉาบและผนังดินอัดในชื่อ  ลาแตร์ ควบคู่ไปกับการเป็น อาจารย์ พิเศษ ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ด้วย
 
ก่อนจะมาเป็นลาแตร์
ลาแตร์ แม้จะมีอายุเพียง 3 ปี แต่ก็สามารถสร้างชื่อเสียงในวงการจนคนรู้จักกันดีว่าถ้าจะพูดถึงวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวกับดิน ก็จะนึกถึงลาแตร์ ก่อนที่คุณปัจจ์จะเปิดตัวลาแตร์ ก็มีการเตรียมงาน ทำการบ้านล่วงหน้าถึง 2 ปี เพื่อหาแหล่งดิน ทดสอบคุณสมบัติของดิน และคิดส่วนผสมของสูตรดินจนเข้าที่ลงตัว
 
ในการทดสอบคุณภาพของดิน คุณปัจจ์เล่าให้ฟังว่า ตนเองยอมลงทุนกะเทาะผนังบ้านตัวเองแล้วฉาบดินลงไปแทน และจงใจฉาบผนังด้านที่โดนแดด โดนฝนแบบเต็มๆ เพื่อดูว่าดินที่ใช้จะทนสภาพแวดล้อมได้มากน้อย หรือนานแค่ไหน 
 
นอกจากการทดสอบคุณภาพภาคสนามที่บ้านตัวเองแล้วแล้ว คุณปัจจ์ยังส่งดิน และดินที่มีการผสมสูตรคิดสูตรไว้แล้วไปทดสอบเพื่อหาค่าแรงยึดเกาะ ( bonding strength) , ค่าแรงอัด (compressive strengths), ค่าความเป็นฉนวน ที่จำเป็นต่อการเปรียบเทียบคุณสมบัติกับวัสดุมาตฐานอย่างปูนซีเมนต์หรือวัสดุอื่นๆ อีกด้วย โดยคุณปัจจ์จะส่งดินตัวอย่างเข้า lab ที่มีอุปกรณ์ทดสอบพร้อมอย่าง lab ของทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด)
 
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้าของลาแตร์นั้น สามารถนำมาใช้งานและมีคุณสมบัติไม่ต่างจากวัสดุก่อสร้างที่เราคุ้นเคยกัน
 
 
 
สินค้าของลาแตร์คืออะไร
สินค้าของลาแตร์ ไม่ใช่บ้านดิน แต่เป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านที่ทำจากดินธรรมชาติที่มีเนื้อดินมากกว่า 95% ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดเวลา ไม่ต้องทาสีทับเพราะดินจะให้สีสันในตัว  ดินของลาแตร์จะเป็นดินมีการส่วนผสมของ stabilizer เช่น นม โยเกริต์ หรือชีส (น่าทานทั้งนั้นเลย) เพื่อที่จะให้ได้ดินที่มีคุณสมบัติที่เหมาะกับการใช้งาน
 
สินค้าหลักของลาแตร์ในตอนนี้คือ ดินฉาบและผนังดินอัด ที่มีสีให้เลือก 4 สีด้วยกันคือ สีน้ำตาล สีชมพู สีครีมและสีส้ม และกำลังจะมีสีขาวและสีส้มสดมาเพิ่มเติมอีก  
 
คุณปัจจ์ใช้คำว่า ฉีกซอง ใส่น้ำ ก็พร้อมฉาบ ที่บอกถึงความสะดวก สบายในการใช้งานดินฉาบ และการใช้งานก็ไม่ได้ต่างจากการใช้ปูนฉาบอย่างใด ไม่จำเป็นต้องใช้ช่างที่มีความสามารถพิเศษ อย่างเดียวที่ลาแตร์อาจจะต่างคือปริมาณที่ต้องใช้ในการฉาบ ซึ่งการใช้ปูนฉาบโดยทั่วไป จะฉาบหนาประมาณ 2-3 เซ็นติเมตร  แต่สำหรับดินฉาบลาแตร์ เพียง 5 มิลลิเมตร หรือ ครึ่งเซ็นติเมตรก็เพียงพอแล้ว
 
จึงทำให้การใช้ดินฉาบลาแตร์ ไม่ได้เพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่เจ้าของบ้านอย่างไร ถ้าหากใช้ถูกวิธี ถึงแม้ราคาต่อปริมาณจะสูงกว่า (ปูนฉาบทั่วไปราคาอยู่ที่ 100 กว่าบาท/50kg. ในขณะที่ดินฉาบลาแตร์จะอยู่ที่ 800บาท/50kg.) แต่ว่าดินฉาบลาแตร์ 1 ถุงถ้าฉาบตามวิธีใช้ ก็สามารถฉาบได้ประมาณ 5 ตร.ม. แต่ถ้าช่างมือหนักใช้ดินฉาบมากกว่าที่กำหนด ก็ไม่ได้มีผลเสียอะไร เพียงแต่เจ้าของบ้านจะเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นขึ้น
 
และเพราะว่าดินมีสีอยู่แล้วในตัว เลยไม่จำเป็นที่จะต้องทาสีทับ ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้อีก
 
 
 
 
ส่วนผนังดินอัด จะตกอยู่ที่ ตร.ม.ละ 3,000 บาท ซึ่งราคาอาจจะสูงกว่าผนังปูนทั่วไป แต่คุณปัจจ์ให้เหตผลว่า หากเป็นกำแพงก่ออิฐฉาบปูนทั่วไป ยังต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนของงานทาสีหรือบางบ้านก็อาจจะเพิ่มเติมในเรื่อง finishing หินหรือกระเบื้องเข้ามาอีก ในขณะที่ผนังดินอัด จะไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เข้ามาอีก
 
ถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่า ลาแตร์ว่าจะมีหน้าต่างอย่างไร ให้ลองนึกภาพโครงการ Paleo ( Palio )  ที่เขาใหญ่ดู แต่ La Terre จะเป็นผนังดินฉาบที่มีสีสันในตัวเอง ในขณะที่ Paleo  ( Palio ) จะเป็นปูนฉาบแล้วทาสีทับ    ( ปูนผสมสีฝุ่น)
 
 (ถ้าต้องการทราบตารางเปรียบเทียบลาแตร์กับวัสดุก่อสร้างทั่วไป เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.laterresa.com/JBusiness/index.php?option=com_content&view=art...
 
แหล่งดินที่ใช้
ดิน ลาแตร์นั้นเป็นดินที่ได้มาจากบ่อดินเก่าที่ไม่มีการทำประโยชน์อีกแล้ว ซึ่งได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายจากกระทรวงทรัพยากรฯ และสิ่งที่ทำให้ลาแตร์แตกต่างจากบ้านดินทั่วไปก็คือ ดินที่จะใช้จะต้องเป็นดินที่ขุดลึกลงไปไม่ต่ำกว่า 10 ม. เพื่อให้ได้ดินที่ปลอดสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงจากการทำเกษตรกรรมบนชั้นผิวหน้าดิน
 
 
คุณสมบัติทั่วไปของดิน ทำไมจึงเหมาะกับการนำมาสร้างบ้าน
คุณปัจจ์บอกว่าดินนั้นมีคุณสมบัติพิเศษที่วัสดุอื่นๆ ไม่มี เช่น
 
เป็นวัสดุที่หายใจได้ไม่เกิดเชื้อรา ไม่แตกร้าว
เนื่องจากดินเป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติ จึงหายใจแลกเปลี่ยนอุณหภูมิและความชื้นกับอากาศอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่สะสมความชื้นหรืออมความร้อน เอาไว้ในตัว เมื่อไม่สะสมความร้อนที่จะทำให้เกิดการแตกร้าวหรือผนังร่อนสีและไม่อมความชื้นจนเกิดเป็นเชื้อราขึ้นภายในผนังเหมือนกับปูน เพื่อแก้ปัญหาสีร่อนและคราบเชื้อรา เดี๋ยวนี้เราจึงเห็นวัสดุก่อสร้างหันมาเลียนแบบคุณสมบัติตามธรรมชาติกัน ที่จำติดตาคือโฆษณาของสียี่ห้อหนึ่งที่ออกมาว่า สีรุ่นหนึ่งหายใจได้ดังฟู่เลย
 
แต่สำหรับ ลาแตร์แล้ว คุณปัจจ์ไม่แนะนำให้ทาสีทับเพราะสีที่ทาทับจะไปปิดกั้นการหายใจของดินทำให้น้ำหรือความชื้นในผนังไม่สามารถระเหยออกมาได้ ส่งผลห้ผนังดินแตกร้าวหรือหลุดร่อนได้
 
มีคุณสมบัติเป็นฉนวน
อีกคุณสมบัติหนึ่งของดิน La Terre คือจะไม่สะสมความร้อนไว้ภายในผนัง และจะช่วยปรับอุณหภูมิภายในให้คงที่ตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกสบายตัวเมื่ออยู่ในบ้าน ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศลง นอกจากนี้ ลาแตร์ยังมีค่านำความร้อนต่ำเทียบเท่ากับฉนวนไฟเบอร์กลาส   ส่วนเรื่องที่ว่าผนังดินฉาบจะช่วยให้บ้านเย็นลงได้ขนาดไหน นั้นคุณปัจจ์บอกว่าจะขึ้นอยู่กับความหนาของการฉาบด้วย
 
ให้สีในตัว
การฉาบผนังปูนทั่วไปมักจะทาสีเป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่สำหรับ ลาแตร์แล้ว ไม่จำเป็นเลยเพราะดินจะให้สีในตัวจึงไม่ต้องเสียเวลาทาสีทับ ปลอดภัยเพราะเป็นสีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากแร่ธาตุที่อยู่ในดินแต่ละแหล่ง เช่น สีน้ำตาลได้จากดินในจังหวัดสุพรรณบุรี สีชมพูและสีครีมได้จากราชบุรี สีส้มได้จากขอนแก่น ส่วน 2 สีน้องใหม่ที่กำลังจะออกมา สีขาวได้จากปราจีนบุรีและสีส้มสดที่ได้จากขอนแก่น
 
 
คุณสมบัติพิเศษของดินลาแตร์
ให้แรงยึดเกาะสูง
บางคนพอเห็นว่าเป็นดินก็แอบหวั่นใจเล็กๆ ว่าจะแข็งแรงยึดเกาะผนังได้อย่างไร เรื่องนี้คุณปัจจ์อธิบายให้ฟังว่า ดินลาแตร์ต้องเหนียวหรือมีแรงยึดเกาะตามธรรมชาติสูงกว่าปูนฉาบทั่วไป ซึ่งกว่าจะกลายมาเป็นดินลาแตร์ได้ ดินทุกแหล่งจะต้องผ่านการทดสอบเรื่องความเหนียวหรือแรงยึดเกาะเสียก่อน คุณปัจจ์จึงจะใช้ดินจากแหล่งดินนั้นมาทำดินฉาบลาแตร์
 
เมื่อได้ดินที่มีค่าความเหนียวหรือแรงยึดเกาะตามธรรมชาติตรงตามที่กำหนดแล้ว ก็จะนำไปปรับค่าความเหนียวหรือแรงยึดเกาะตามธรรมชาติลงเพื่อให้สามารถยึดเกาะผนังได้อย่างเหมาะสมและไม่แตกร้าว คุณปัจจ์บอกว่าผนังดินจะแตกร้าวหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้เอง ส่วนเหตุผลที่ต้องปรับความเหนียวลงนั้น ก็เพราะโดยธรรมชาติแล้ว วัสดุฉาบที่มีความเหนียวหรือแรงยึดเกาะสูง มักจะมีอัตราการหดตัวสูงตามไปด้วย เมื่อมีการหดตัวสูงโอกาสที่ผนังจะแตกร้าวก็จะตามมา ดังนั้นจึงต้องมีการปรับให้ความเหนียวหรือแรงยึดเกาะอยู่ในเกณฑ์ที่พอดีกับการฉาบผนัง
 
แต่คุณปัจจ์ยังติดใจกับ มาตรฐาน มอก. ที่กลับไม่สนใจกับค่าแรงยึดเกาะมากนัก เพราะปูนฉาบทั่วไปที่ยื่นขออนุญาตกับทาง มอก. กลับไม่มีการระบุค่าแรงยึดเกาะลงไป มีเพียงค่า ความต้านทานแรงอัดเท่านั้น ซึ่งในหลักความเป็นจริงแล้วค่าแรงยึดเกาะควรจะเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดสำหรับงานฉาบผนัง
 
ไม่มีค่า VOC และมีกลิ่นหอมจากธรรมชาติ
เรามักจะได้ยินคำแนะนำว่า หลังทาสีเสร็จควรปล่อยให้กลิ่นสีระเหยออกไปก่อนประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนย้ายเข้าไปอยู่ แต่สำหรับดินฉาบลาแตร์แล้วเมื่อผนังแห้งสนิทดีแล้วก็สามารถเข้าอยู่ได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นเพราะผนังทำจากดินธรรมชาติ ส่วนสีสันก็เป็นสีสันที่เกิดจากแร่ธาตุในดิน ไม่ได้มีการปรุงแต่งหรือเติมสารเคมีใดๆ ลงไป จึงไม่ปล่อยหรือคายเอาสารเคมีออกมา
 
และสิ่งที่เพิ่มเป็นของแถมคือกลิ่นดินโดยปกติแล้วผนังดินที่แห้งสนิทแล้วจะไม่มีกลิ่นเลย แต่ถ้าใครอยากได้กลิ่นดินก็เพียงสเปรย์น้ำลงบนผนัง กลิ่นดินก็จะระเหยออกมาคล้ายกลิ่นที่เราคุ้นเคยกันหลังฝนตก ซึ่งเจ้ากลิ่นที่ว่านี้มีชื่อเรียกเป็นภาษารัสเซียว่า GEOSMIN  แปลว่า กลิ่นดิน   ซึ่งแม้แต่ที่ฝรั่งเศสเองก็มีบริษัทหัวน้ำหอมสกัดจากกลิ่นดินเพราะให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้
 
 
La Terre ทนทุกสภาพอากาศจริงหรือ 
 ดิน ลาแตร์ทนน้ำ ทนฝนมั้ย? เจอแดดแรงๆ จะซีดจางหรือไม่? ฯลฯ นี่เป็นส่วนหนึ่งของความสงสัยในเรื่องประสิทธิภาพของดิน ที่คุณปัจจ์เองก็เคยถามตัวเองและถูกคนอื่นถามมาแล้ว ซึ่งคุณปัจจ์ก็มีการทดสอบและพิสูจน์มาแล้วกับบ้านของตัวเองอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่วนเรื่องสีสันต่างๆ นั้น ในส่วนของผนังภายในนั้นแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นเลย แต่สำหรับผนังภายนอกนั้นอาจเกิดการซีดจางให้เห็นบ้าง แต่ก็เป็นการซีดจางที่มีความสม่ำเสมอกันทั้งด้าน
 
สิ่งหนึ่งที่คุณปัจจ์เองก็ยังตอบไม่ได้คือ อีก 10 ปีข้างหน้าบ้านที่สร้างจากดินลาแตร์จะเป็นอย่างไร แต่ในระยะ 5 ปีนี้ คุณปัจจ์รับรองได้ว่ารูปร่างหน้าตาบ้านจะยังคงสภาพเดิมอย่างแน่นอน แต่คุณปัจจ์มั่นใจว่าบ้านที่ใช้ดินลาแตร์จะยังคงความสวยงามและแข็งแรงแม้เมื่อเวลาผ่านไป 10 หรือ 30 ปี
 
ดินเป็นฝุ่น บ้านยุบเพราะน้ำท่วม
ตามธรรมชาติของดิน เมื่อแห้งมากๆ มักจะแห้งจนกลายเป็นผงฝุ่นได้ ถึงแม้เมืองไทยจะมีอากาศร้อนชื้นที่จะตัดปัญหาเรื่องผิวหน้าหลุดเป็นฝุ่น แต่หากเป็นบ้านที่เปิดแอร์อยู่ตลอดเวลา บางคนอาจจะกังวลว่าผนังดินฉาบอาจจะแห้งเกินไป และกลายเป็นฝุ่นผงได้
 
เรื่องดินจะแห้งกลายเป็นฝุ่นนั้นคุณปัจจ์ยืนยันว่าหากเป็นดินทั่วๆ ไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่กับดิน ลาแตร์เพราะมีการปรับสภาพดินมาแล้วด้วยส่วนผสมต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็น stabilizer ซึ่งแต่ละสูตรก็จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาและสภาพของดินแต่ละแหล่ง บางสูตรก็ใช้เนยสด โปรตีนเข้มข้นจากนม ชีสหรือโยเกิร์ต ทำให้ดินทนน้ำ ทนฝนได้ และมีสถานะกึ่งๆ กาวหรือมีแรงตึงผิวช่วยยึดเกาะผิวหน้าได้ดี จึงไม่เกิดฝุ่นผงแน่นอน แต่ผนังอาจะเป็นรอยขูดขีดได้ง่าย เพราะดินมีความแข็งประมาณแผ่นยิปซั่มอย่างไรดินก็ยังมีความแข็งน้อยกว่าปูน
 
 
 
บ้านดิน อย่าง่ายจนมักง่าย
หลายปีที่ผ่านมา กระแสบ้านดินในบ้านเราค่อนข้างแรง จนเอกเขนกก็อดไม่ได้ที่จะลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบ้านดินตามกระแสบ้าง ก็เลยทราบมาว่าบ้านดินมีความเสี่ยงเรื่องบ้านยุบ เมื่อเจอเหตุน้ำท่วม ก็เลยขอความเห็นจากคุณปัจจ์ในฐานะผู้เชียวชาญด้านสถาปัตยกรรมดิน ว่าคิดอย่างไรกับบ้านดิน
 
คุณปัจจ์บอกว่า ในบางกรณีบ้านดินเน้นการสร้าง การทำ การอยู่อย่างง่ายๆ จนบางครั้ง ความง่ายก็กลายเป็นความมักง่ายไป เพราะสร้างบ้านดินกันโดยขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องโครงสร้างและการก่อสร้างที่ถูกต้อง บ้านดินที่สร้างกันก็มักจะนำดินที่ไม่ทราบแหล่งที่แน่นอน มาย่ำๆ ปั้นเป็นก้อนก่อนแล้วนำมาก่อเป็นบ้าน โดยใช้ส่วนผสม ตามคำบอกเล่า แบบ กะ ๆ เอา ไม่เคยนำดินนั้นมาทดสอบ หาส่วนผสม ที่เหมาะสม ตามชนิดของดินที่นำมาใช้ ว่า มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการนำมาทำเป็นบ้านหรือไม่ เมื่อเกิดฝนตกหรือน้ำท่วม ดินที่ก่อเป็นรากฐานของบ้านเมื่อโดนน้ำก็อ่อนตัวทำให้บ้านยุบตัวลงมา
 
 
นอกจากเรื่องโครงสร้างฐานรากฐานแล้ว ดินส่วนใหญ่ที่นำใช้ในการสร้างบ้านดินมักจะเป็นหน้าดิน (ของลาแตร์เป็นดินที่ลึกลงไป 10 เมตร)  ซึ่งหน้าดินเหล่านี้ ชาวบ้านขายแบบถูกๆ เพราะเป็นดินที่หมดสภาพแล้ว เพาะปลูกไม่ได้ผลเท่าที่ควร ไม่สามารถทำการเกษตรได้อีก จึงนำหน้าดินนั้นมาขายกัน  ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าดินที่ใช้ในการเกษตรนั้น มีการใช้สารเคมี เช่นปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเป็นจำนวนมากและเป็นเวลานานจนทำให้ดินหมดสภาพ คุณปัจจ์มองว่าหน้าดินเหล่านี้มีสารเคมีอันตรายตกค้างอยู่ในดินเป็นจำนวนมาก ซึ่งสารเคมีอันตรายที่ปนมากับดินนี้ ก็จะระเหยออกมาในบ้านตามกลไกธรรมชาติ ทำให้เจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยต้องสูดดมไอระเหยสารเคมีจากผนังอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว
 
คุณปัจจ์บอกว่า สำหรับชาวบ้านที่สร้างบ้านดินเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือกระบวนการเรียนรู้ การพึ่งตัวเองนั้น เป็นสิ่งที่ดีและสมควรได้รับการสนับสนุน  ซึ่ง ก็อาศัยความง่าย และสร้างได้ ด้วยตัวเองนี้ เป็น แนวทางในการก่อสร้างบ้านดินได้ โดยไม่จำเป็น ต้อง มีความรู้ความชำนาญมากนัก ก็สามารถสร้างบ้าน ดิน อยู่ได้เอง เพราะ เข้าถึงหรือไม่เข้าใจความสำคัญของดินที่ใช้หรือการสร้างบ้านดินตามหลักการก่อสร้าง แต่เนื่องจากบ้านดินที่สร้างขึ้นมา สร้างเพื่ออยู่เอง หากเกิดความเดือดร้อน เสียหาย ขึ้น ก็จะกระทบกับเจ้าของเท่านั้น แต่ในส่วนบริษัทที่รับสร้างบ้านดินให้กับบุคคลอื่น ควรจะคำนึงถึงความแข็งแรงของตัวบ้าน หลักการก่อสร้างที่ถูกต้อง และความปลอดภัยของผู้อื่นเป็นสำคัญ ซึ่งทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่า การก่อสร้างบ้านดินนั้น เป็น สิ่งก่อสร้างที่มีอายุ ยืนยาวกว่า พันปีแล้ว จึง ไม่จำเป็นต้อง ลองผิด หรือ ลองถูก อีกต่อไป ทุก ๆ อย่าง ของกระบวนการก่อสร้างบ้านดิน มีข้อสรุป พื้นฐาน เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่า จะประยุกต์ และ พัฒนา ให้เหมาะสม กับ ประเทศไทย และ คนไทย อย่างไร ต่อไปเท่านั้นเอง
 
 
คุณปัจจ์ เจ้าของ ดิน La Terre
 
ดิน เราเพียงขอยืมธรรมชาติมา
คุณปัจจ์มองว่าดินนั้นเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์เราเพียงขอยืมมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไปไม่ต้องการใช้งานแล้วก็จะเสื่อมสลายกลับไปสู่สภาพเดิมคืนกลับให้กับธรรมชาติในเวลาต่อมา โดยไม่ต้องอาศัยกระบวนการ หรือระยะเวลาในการย่อยสลายใดๆ เลย ฉะนั้น จึงไม่สร้าง ขยะ ตลอดกระบวนการ และวัฏจักร ชีวิต วัสดุ ดิน จึงถูกจัดให้เป็นวัสดุประเภทยั่งยืน (Sustainable Material)
 
จิตสำนึกการบริโภคและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ท้ายที่สุดคุณปัจจ์ยังฝากไปถึงจิตสำนึกในการบริโภคและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เรากลับมาคิดต่อว่าเราควรบริโภคอย่างไรที่จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด โดยเฉพาะกระแสที่หันไปใช้วัสดุทดแทนเพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ 
 
จริงอยู่ที่ว่าการใช้ไม้เทียมจะลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าลงได้แต่ถ้ามองย้อนกลับไปที่กระบวนการผลิต จะพบว่ากว่าจะได้ไม้เทียมออกมาต้องใช้พลังงาน ใช้เครื่องจักรที่ปล่อยของเสียออกมาไม่น้อย ในขณะที่การใช้ไม้จริง หากเป็นการใช้ไม้จากไม้ป่าปลูกที่มีการปลูกทดแทนอยู่เสมอ ค่า Co2 ที่เกิดขึ้นนั้นยังน้อยกว่าปริมาณ Co2 ที่ต้นไม้ดูดซับไว้ในขณะที่ยังเป็นต้นไม้อยู่   และไม้ยังเป็นทรัพยากรธรรมชาติชนิดเดียวที่มนุษย์สามารถสร้างทดแทนได้ 
 
 
 
คุณปัจจ์บอกว่าไม่อยากให้ทุกคนมองแค่ว่า การหันมาใช้วัสดุทดแทนจะเป็นทางออกของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้จริง แต่อยากให้มองทั้งระบบ ตั้งแต่กระบวนการผลิต ระหว่างใช้งาน ตลอดจนกลายเป็นขยะว่า ตลอดเส้นทางของวัสดุนั้นๆ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน มีการปล่อยก๊าซ Co2 ที่เป็นต้นเหตุของภาวะเรือนกระจกหรือไม่ หรือส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาหรือไม่   สัตว์ป่าลดจำนวนลง อพยพย้ายถิ่นหรือทำให้ต้นไม้บางชนิดสูญพันธ์หรือไม่
 
ถึงแม้จะมีอายุเพียง 30 กลางๆ คุณปัจจ์เป็นหนึ่งในคนไทยน้อยคน ที่มีความรู้เรื่องดินอย่างลึกซึ้ง ที่สามารถพูดคุยถึงดินที่มีอายุนับล้านปีพร้อมกับการเกิดโลกกับดอกเตอร์ด้านธรณีวิทยาได้อย่างไม่ขัดเขิน และยังมีความสนใจและใส่ใจสิ่งแวดล้อมเต็มจิตสำนึก
 
ถ้าใครสนใจอยากรู้จักลาแตร์เพิ่มเติม ติดต่อคุณปัจจ์ได้ที่ 200/94 ถนนงามวงศ์วาน บางเขน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000   โทรศัพท์/โทรสาร : +66 (0)2580 4734   หรือสายด่วนไปที่ (0) 83 788 3266  หรือแวะไปเยี่ยมเยียนเว็บไซต์ลาแตร์ได้ที่ http://www.laterresa.com

 

รู้จักกับวัสดุ

About the Author

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง

Comments

pattt's picture

เป็นวัสดุทางเลือกที่น่าสนใจดีนะคะ  เหมือนได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ท่าทางจะเย็นสบาย แต่อยากรู็จักว่าจะเย็นเท่ากับรีสอร์ตที่เราไปนอนที่สวนผึ้งหรือปล่าว

รีสอร์ตชือ mon la ville คะ  อยู่กลางธรรมชาติมีแต่ต้นไม้ ตอนเช้าๆ มีทะเลหมอกให้เห็นด้วยคะ

 

แอบถามเจ้าของรีสอร์ตว่า ทำจากดินทั้งหมดเลยหรือป่าว เจ้าของบอก ผนังจะเป็นดินผสมฟางและแกลบ ส่วนพื้นและส่วนของโครงสร้างรากฐานเป็นคอนกรีต ฝนจะตกหนัก น้ำท่วม บ้านก็จะไม่ยุบตัวลงมาคะ
 

ในห้องน้ำ พื้นที่เปียกจะใช้ปูนแทนดิน เพื่อความคงทนต่อความเปียกชื้น แต่ผนังก็ยังเป็นผนังดินนะคะ
 

 

ภายในห้องมีเตียงนอนและที่นั่งท้ายเตียงแค่นี้ก็เต็มห้องแล้วคะ ผนังมีชั้นวางของ ชั้นวางทีวี แต่ไม่มี ทีวี!!! เำืพื่อนที่ไปด้วยกันแทบกรี๊ด เพราะเธอ ติดละครเอามาก
 

 

 

By pattt on