Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

นวัตกรรมเพื่อบ้านเพื่อสังคม ตอนที่ 1 กว่าจะได้บ้านสักหลัง

25 Feb 2013 - akanek_ja_ja

ทราบจาก fanpage ของอาจารย์ชาติชายมาว่า ถ้าจะสร้างบ้าน มีเงินไม่กี่แสนก็สร้างบ้านแข็งแรง ประหยัดพลังงานได้แล้ว (*ไม่รวมตกแต่งภายใน)  พูดจริงหรือหลอกเล่น ?

AKANEK กลับไปพบอาจารย์ชาติชายอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาคำตอบว่าบ้านราคาหกหลักที่อาจารย์พูดถึง แข็งแรง สวยงามเหมือนบ้านที่เรารู้จักกันทั่วไปอย่างไร  ทำไมถึงสร้างได้ในงบประมาณเท่านั้น แล้วถ้ากำลังเงินเราพร้อม เราจะสร้างบ้านแบบที่ชอบในงบประมาณประหยัดได้หรือเปล่า
 
ครั้งที่แล้ว (*บ้านไทยนาโน เฮ้าส์ บ้านทางเลือกสำหรับอนาคต ) อาจารย์ชาติชาย สุภัควนิช บอก AKANEK ว่าคนไทยรายได้ต่ำแต่รสนิยมสูง ทุกนวัตกรรมของอาจารย์ชาติชายจึงมีต้นทุนเป็นโจทย์สำคัญเพื่อให้นวัตกรรมของอาจารย์มีคุณภาพดีในราคาที่คนไทยทั่วไปหาซื้อได้   
ก่อนที่จะไปดูว่าอาจารย์ชาติชายจะสร้างบ้านราคาสามแสนได้อย่างไร เราลองมาดูภาพรวมการก่อสร้างที่เราเห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้กันก่อนว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้นเราก็จะไปทำความรู้จักกับนวัตกรรมเพื่อบ้านของอาจารย์อีกครั้งหนึ่งในตอนต่อไป 
 
 อยากได้บ้านหนึ่งหลัง จำเป็นมั๊ยต้องเป็นหนี้ค่อนชีวิต 
ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องการก่อสร้าง อาจารย์ชาติชายพูดให้คิดว่า คนจะสมัยนี้จะซื้อหรือสร้างบ้านสักหนึ่งหลังต้องเป็นหนี้ธนาคารกี่ปี  มาดูราคาบ้านในปัจจุบันกันก่อน ทุกวันนี้ ให้ไปหาที่ดินในกรุงเทพฯ ตารางวาละ 50,000 ยังหายากเต็มที ถ้าจะมีก็ห่างไกลจนแทบจะเรียกว่าเป็นต่างจังหวัดอยู่แล้ว ยกตัวอย่างให้เห็นชัดขึ้นอีกนิด บ้านเดี่ยวรวมที่ดิน 45 ตารางวา สามห้องนอน สองห้องน้ำ ย่านชานเมืองกรุงเทพ ราคาสตาร์ทกันไม่ต่ำกว่าสี่ล้าน คุณภาพ? พอรับได้ วัสดุ? พอรับไหว 
 
ลองเปลี่ยนมาอยากได้ของดีบ้าง หลังใหญ่ขึ้นมาอีกนิดสัก ประมาณ 90 ตารางวา ราคาเริ่มกันที่ 10ล้านขึ้นไป หน้าตาสะสวยขึ้น วัสดุคุณภาพดีขึ้นหน่อย   สำหรับตามต่างจังหวัด AKANEK ไม่เชี่ยวชาญนัก แต่ก็เข้าใจว่าอยากได้บ้านสักหลัง ก็อยู่ที่หลักล้านเหมือนกัน
ถ้าพ่อแม่ซื้อบ้านให้ ก็ถือว่าโชคดีได้เป็นเจ้าของบ้านแบบปลอดภาระหนี้ แต่สำหรับคนที่ไม่มีพ่อแม่ซื้อบ้านให้ กินเงินเดือนทั่วไป จะต้องเก็บหอมรอบริบกี่นาน ต้องเป็นหนี้ธนาคารอีกกี่ปีเพื่อจะได้เป็นเจ้าของบ้านสักหลัง?   อาจารย์ชาติชายบอกว่า บ้านเป็นหนึ่งในปัจจัย4 ที่มนุษย์ควรมี  จำเป็นจริงหรือที่จะต้องเป็นหนี้ค่อนชีวิต
 
 กว่าจะลงเสาเข็ม จ่ายอะไรไปบ้าง 
ในระบบการก่อสร้างปัจจุบัน  อาจารย์ชาติชายบอกให้ฟังว่า กว่าเราจะได้ลงเข็มต้นแรก ค่าใช้จ่ายหลายหมื่นก็เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่การสร้างที่พักชั่วคราวให้กับคนงาน สังกะสี ไม้ ห้องน้ำห้องท่า อุปกรณ์ห้องสุขา ขุดดินฝังถัง ใช้ช่างคุมงาน 1 คน คนงานอีก 2-3คน  ใช้เวลา 3-5วัน   ไหนจะทำผังวางแนวบ้านและอื่นๆ อีกจิปาถะ  นี่ยังไม่เริ่มตอกเสาเข็มสักต้น ก็มีค่าใช้จ่ายที่เจ้าของบ้านต้องจ่ายออกแล้ว  คำถามคือ จะทำอย่างไรที่จะสร้างบ้านได้เร็ว และประหยัด  
 
 จะให้ราคาบ้านถูกลง ต้องเปลี่ยนวิธีการก่อสร้างทั้งระบบ 
อาจารย์ชาติชายบอกว่า อยากให้บ้านราคาถูกลง จะเปลี่ยนแค่อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้  ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง เครื่องไม้เครื่องมือช่าง ไปจนถึงวิธีการก่อสร้าง การจัดการพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อที่จะทำให้การก่อสร้างบ้านมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ก่อสร้างได้ในเวลาที่รวดเร็วขึ้น ประหยัดการใช้แรงงานขึ้น
 
วัสดุก่อสร้างต้องสำเร็จรูปมากขึ้น ราคาถูกลง คุณภาพดีขึ้น งานก่อสร้างเดิมจะเป็นวัสดุก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูป ต้องมาผลิตกันหน้างาน ใช้ทั้งเวลา ใช้ทั้งแรงงาน ยังเกิดเศษวัสดุเหลือทิ้งอีก  หากคิดจะลดราคาบ้านลงให้ได้ก็คงต้องหันมาเลือกวัสดุที่สำเร็จรูปมากขึ้น  ขนลงจากรถแล้วก็เอาไปก่อสร้างได้เลย ไม่ก็ต้องเป็นวัสดุที่ผลิตได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาสั้น และเป็นได้หลายหน้าที่ เช่น เป็นผนังกั้นห้อง รับน้ำหนักแทนเสาคาน เป็นฉนวนกันร้อน กันเสียงหรือสามารถใช้เศษวัสดุเหลือใช้มาเป็นส่วนผสมได้ 
 
อุปกรณ์เครื่องมือก่อสร้างต้องมีประสิทธิภาพ ใช้ซ้ำและทำได้หลายอย่าง เพราะปัญหาขาดแรงงานคุณภาพและอัตราค่าแรงงานที่นับวันจะมีแต่ปรับตัวสูงขึ้น  ผู้รับเหมาอาจจะต้องลงทุนกับอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ มากขึ้น อาจารย์ชาติชายบอกว่าประเทศไทยใช้เครื่องมือกันจริงๆ แค่ 1%  พึ่งแรงงานเสียเป็นส่วนใหญ่   อุปกรณ์ก่อสร้างที่ใช้บางอย่างใช้งานได้เพียงครั้งสองครั้งก็ต้องทิ้ง ที่เห็นบ่อยๆ คือ ไม้แบบที่ต้องวิ่งหาซื้อกันใหม่ทุกครั้ง ถ้าอยากได้ไม้แบบสภาพดี ได้เหลี่ยมมุม เครื่องทุนแรง เครื่องจักร ถ้าสามารถทำงานได้หลายๆ อย่าง เพียงแค่เปลี่ยนอุปกรณ์บางอย่างเท่านั้นก็ช่วยลดเพิ่มประสิทธิภาพในการก่อสร้างได้
 
 วิธีก่อสร้างต้องเร็ว ง่าย ได้มาตรฐาน ระบบการก่อสร้างที่เราคุ้นชินกันในประเทศไทยคือการก่อสร้างบ้านด้วยวิธีลงเสาเข็มและ ‘สร้าง’ บนพื้นที่  หรือที่เรียกกันแบบเป็นทางการว่าแบบเสาคานหล่อ (conventional system)  ซึ่งระบบนี้ก็มีการพัฒนามาระดับหนึ่งจนมีเทคนิคการหล่อในที่และหล่อสำเร็จจากโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (เดี๋ยวนี้ก็มีบ้านโครงสร้างเหล็กเป็นอีกหนึ่งทางเลือก)   วิธีนี้จะต้องใช้การตอกเข็ม หล่อคานขึ้นมารับน้ำหนักโครงสร้างบ้านทั้งหมด  มีผนังก่ออิฐฉาบปูน สามารถ รื้อผนัง ทุบผนัง หรือเจาะผนัง ต่อเติมได้หากโครงสร้างเดิมรับน้ำหนักได้
 
ข้อเสียของระบบนี้  ใช้แรงงานจำนวนมาก ใช้ของ(วัสดุก่อสร้าง)มาก ใช้เวลาก่อสร้างนาน ทำให้ต้องใช้เงินมากกว่า  เกิดขยะ มลพิษ ฝุ่นละออง มลพิษทางเสียงจากการก่อสร้างค่อนข้างง่าย  คุมคุณภาพงานยาก  ผนังแตกร้าว ดิ่งฉากมีปัญหา ฯลฯ  ต้องอาศัยนายช่างหรือโฟร์แมน    คุมงานที่มีประสบการณ์ เพราะงานที่ทำด้วยมือจะได้มาตรฐานเท่ากันทั้งหมดเป็นเรื่องยาก  
 
วิธีสร้างบ้านอีกวิธีหนึ่งที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในบ้านเรา คือการสร้างบ้านแบบประกอบชิ้นส่วน (Assembly) ที่เปลี่ยนจากการทำงานทุกอย่างที่ไซท์งานมาเป็นการผลิตชิ้นส่วนตามแบบขึ้นที่โรงงานแล้ว ขนขึ้นรถลำเลียงมาประกอบหน้างาน   (จริงๆ แล้วบ้านเรือนไทยก็นับว่าเป็นงานก่อสร้างระบบAssembly เหมือนกัน ชิ้นส่วนแต่ละชิ้น เสา ฝาบ้าน พื้น จั่วจะถูกยกมาประกอบเป็นส่วนๆ ) เทคนิคนี้ ช่วยลดขั้นตอนการก่อสร้าง ลดเวลาทำงานของแรงงาน ลดจำนวนแรงงานในไซต์  ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเป็นต้นทุนการก่อสร้างก็จะลดลง จากที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างบ้านแรมปีก็อาจจะเหลือเพียงไม่กี่เดือน
 
ระบบนี้ ยังแยกย่อยไปอีก เป็นแบบ pre-fab , pre-cast, modular  เราก็เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า แต่ละแบบเป็นอย่างไร ก็พอได้ไอเดียคร่าวๆ มาว่า แต่ละแบบเขามีชื่อเรียกแบ่งแยกไปตามวัสดุที่ใช้  ตามนี้ค่ะ 
  -  แบบ Pre-fab  (Prefabricated)  ก็คือ บ้านหรืออาคารที่ชิ้นส่วนโครงสร้างทำจากเหล็ก  โครงไม้ หรือวัสดุก่อผนังแบบอื่นๆ   สามารถทำเป็นผนัง 2 ชั้นใส่ฉนวนกันความร้อนระหว่างกลางได้เพราะตัววัสดุไม่สามารถเป็นฉนวนกันความร้อนหรือกันเสียงได้ดีเท่าไหร่ และจุดสำคัญและมักจะเป็นเรื่องที่ต้องระวังให้มากที่สุดก็คือ ชิ้นส่วนทุกชิ้นต้องออกแบบมาให้สามารถประกอบกันได้ลงตัวพอดี ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยความชำนาญมากเป็นพิเศษ   งานประเภทนี้ในบ้านเรามีให้เห็นน้อยเพราะยังไม่มีโรงงานที่ผลิตบ้านแบบนี้ในบ้านเรา
 
 
 
  -  แบบ Pre-cast  (Precast concrete) จะใช้เรียกบ้านหรืออาคารที่ชิ้นส่วนต่างๆ หล่อจากคอนกรีตเสริมเหล็กหรือคอนกรีตอัดแรง  หมู่บ้าน ตึกสูง คอนโดมิเนียมโครงการต่างๆ จะนิยมใช้ระบบนี้กันมากขึ้นเพราะช่วยประหยัดต้นทุนการก่อสร้างได้มาก  ข้อดี ก็คือความแข็งแรง เป็นฉนวนกันความร้อนไม่ให้เข้ามาในบ้าน(เพราะเนื้อคอนกรีตหนา)แต่สะสมความร้อนไว้ในเนื้อคอนกรีต ทนไฟ กันความชื้น ส่วนข้อเสียของระบบนี้จะอยู่ตรงจุดรอยต่อระหว่างแผ่นที่มักจะมีปัญหาเรื่องของซิลิโคนที่ยาแนวเสื่อมทำให้เกิดรอยรั่ว แตก น้ำรั่วซึมเข้ามาในบ้าน 
 ภาพประกอบ civilengineerlink.com
 
  -  แบบ Modular  เป็นการประกอบตัวอาคารขึ้นมาเป็นยูนิต มีการกำหนดขนาด กว้าง ยาว ลึก ของตัวอาคารมาแล้ว แล้วยกขึ้นรถทั้งยูนิต ติดตั้งหน้างานที่มีการเตรียมเรื่องงานฐานรากไว้เรียบร้อยแล้ว  ที่เห็นกันบ่อยๆ อย่างเช่น อาคารโครงเหล็กที่มีขนาดใกล้เคียงกับตู้คอนเทนเนอร์ มาดัดแปลงให้เป็นร้านกาแฟ หรือบ้าน อาจจะเป็นยูนิตเดี่ยวหรือวางซ้อนๆ กัน หลายๆ ยูนิตก็ได้ ข้อจำกัดของอาคารประเภทนี้คือเรื่องความร้อน เสียง ที่ต้องใส่ฉนวนป้องกันเข้าไปเป็นพิเศษ   ถ้าต้องการต่อเติมต้องเพิ่มจำนวนยูนิตเข้าไป ดูแล้วน่าจะเหมาะกับงานต่อเติมเป็นพื้นที่พิเศษนอกตัวบ้านมากกว่าที่จะใช้เป็นบ้านหลักใช้พักอาศัย 
 
 
 ขนส่งจากในท้องถิ่น   สงสัยใช่มั้ยว่า การขนส่งมาเกี่ยวอะไรกับราคาบ้าน นั่นก็เพราะวัสดุก่อสร้าง เครื่องมือเครื่องจักรต่างๆ ต้องขนขึ้นรถไปลงที่ไซท์งาน ซึ่งบางตัวต้องเดินทางมาไกล นี่เองที่ทำให้ค่าขนส่งถูกบวกเข้ามา กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เจ้าของบ้านจำเป็นต้องจ่าย  แต่ถ้าเราสามารถสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง หรือขนส่งลำเลียงเครื่องมือเครื่องจักรจากผู้ประกอบการภายในท้องถิ่นได้ค่าใช้จ่ายจะลดลงได้มากกว่าการขนส่งลำเลียงไปจากส่วนกลาง   
 
 เลือกวัสดุตกแต่งที่ทำงานง่าย  เรื่องของงานตกแต่ง ในที่นี้ จะขอเหมารวมว่าเป็นงานกึ่งๆ ก่อสร้าง กึ่งๆ ตกแต่งเพื่อความสวยงามไปด้วยกัน  ทั้งงานปูฝ้า ทาสี ปูพื้น ติดตั้งวงกบประตูหน้าต่าง  ค่าของ ค่าแรงก็จะขึ้นอยู่กับความยากง่าย  เช่น ถ้าเป็นติดตั้งผนังกระจกราคาก็จะสูงกว่างานก่ออิฐ    เพราะว่างานติดตั้งกระจกเป็นงานที่ซับซ้อน ต้องอาศัยการคำนวนที่แม่นยำมากกว่า  ตรงนี้คงต้องเลือกใช้วัสดุตกแต่งที่ติดตั้งง่ายไว้ก่อน ไม่ต้องเป็นช่างก็ติดตั้งได้  อย่างที่เมืองนอก วงกบประตูหน้าต่าง ชุดผ้าม่าน เจ้าของบ้านแค่ขับรถไปซื้อมา DIY ติดตั้งได้เอง 
 
 Site management  ที่พักคนงาน ห้องสุขาในพื้นที่ก่อสร้าง  อาจารย์ชาติชายบอกว่า นี่เป็นค่าใช้จ่ายที่เจ้าของบ้านต้องจ่ายเงินออกไป ตั้งแต่ยังไม่ก่อสร้างเลยเสียด้วยซ้ำไป  เศษหิน ดิน ปูน ทรายที่เหลือจากการก่อสร้างกลายเป็นขยะ มลพิษฝุ่นควันที่เกิดจากก่อสร้างที่ต้องมีการจัดการ คลุมผ้าพลาสติกกันฟุ้งกระจาย หรือคืนสภาพถนนเข้าสู่พื้นที่ก่อสร้าง   บางส่วนก็มาจากการจัดเก็บที่ไม่ดีทำให้วัสดุเกิดความเสียหายใช้งานไม่ได้   
 
ทั้งนี้ ทั้งนั้น การสร้างที่ใช้เวลานาน ใช้แรงงานมาก ก็จะเกิดค่าใช้จ่ายจากแรงงานที่เพิ่มขึ้น การที่เราจะบอกว่าจะลดค่าแรงอย่างเดียวเพื่อให้บ้านถูกลง หรือจะเปลี่ยนวัสดุเพื่อให้บ้านถูกลง  ก็คงจะทำไม่ได้  เพราะทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน  ตอนนี้พอจะเห็นภาพกว้างๆ ของงานก่อสร้างทั่วไปแล้วกันว่ามีจุดไหนที่มีผลกับราคาบ้าน คราวหน้า เราจะมาดูกันว่า อาจารย์ชาติชายทำอย่างไรถึงได้สร้างบ้านในราคาสองสามแสนได้ค่ะ 

About the Author

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง

Comments

akanek_ja_ja's picture

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง

akanek_ja_ja's picture

เดี๋ยวนี้ ถ้าอยากให้งานก่อสร้างเร็วขึ้น หลายๆ บ้านหันไปใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จมากขึ้น เพราะว่า ผลิตที่โรงงานเสร็จก็ยกใส่รถ เอามาติดตั้งที่หน้างานได้เลย ดิ่งฉากได้มาตรฐาน ประกอบติดตั้งก็ใช้เวลาไม่นาน ใช้แรงงานควบคุมการติดตั้งก็น้อย แล้วก็ไม่เหลือเศษตกหล่นเป็นขยะก่อสร้างอีกด้วย
วันก่อนไปฟังเสวนาเกี่ยวกับบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กกับโครงสร้างเหล็ก ที่ทาง SCG Experience จัดขึ้น ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการงานพื้นเพิ่มมาใหม่ว่า ชิ้นงานสำเร็จพวกนี้ก็มีข้อจำกัดหรือจะเรียกกว่าจุดด้อยของมันตรงที่จะมีปัญหาเรื่องรอยต่อระหว่างแผ่นที่อาจจะมีน้ำหรือความชื้นซึมผ่านไปได้  ไม่เหมาะที่ในพื้นที่ที่โดนน้ำบ่อยๆ เช่น พื้นดาดฟ้าตึก พื้นห้องน้ำ หรือพื้นระเบียง เพราะว่าพื้นสำเร็จพวกนี้เวลาปูแล้วจะเกิดรอยต่อ รอยต่อพวกนี้จะเป็นจุดที่น้ำหรือความชื้นซึมผ่านลงไปได้  
เพราะฉะนั้นแล้ว  เจ้าของบ้านที่เตรียมจะสร้างบ้าน ก็ควรใส่ใจกับเรื่องพื้นโดยเฉพาะพื้นห้องน้ำ พื้นดาดฟ้าอาคารหรือพื้นระเบียงที่อยู่นอกตัวอาคารกันหน่อย ลองสอบถามกับทางผู้รับเหมาก่อนสักนิดว่าเขาใช้พื้นสำเร็จหรือการหล่อคอนกรีตในที่ และควรระบุไปตั้งแต่แรกว่า พื้นในส่วนที่เปียกน้ำบ่อยๆ ให้ใช้การหล่อในที่แทนการใช้พื้นสำเร็จ   ต่อไปจะได้ไม่ต้องปวดหัว ปวดใจกับปัญหารั่วซึมในภายหลัง

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง