Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
Furniture
ทำบ้านให้เป็นสปา
เกาะกูดไอส์แลนด์รีสอร์ท
ลงโฆษณา

เทคนิคการทำให้บ้านเป็นบ้านหาร 2 โดยกระทรวงพลังงาน

06 Oct 2010 - akanek_ja_ja
บ้านหาร 2 คือ บ้านที่มีการใช้พลังงานน้อย โดยยังคงความสบายและความน่าอยู่ไว้อย่างครบถ้วน
 
บ้านหาร 2 อาศัยแนวคิดง่ายๆ คือ
1.  ป้องกันความร้อนให้บ้านด้วยวัสดุและการออกแบบที่ประหยัดพลังงาน
2.  รู้จักใช้ประโยขน์จากธรรมชาติ เพื่อลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน
3.  การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงาน
 
การป้องกันความร้อนที่หลังคาบ้าน
 
ความร้อนจากแสงแดดทำให้หลังคาบ้านร้อน การติดฉนวนกันความร้อนที่ฝ้าเพดานช่วยกันความร้อนเข้าสู่บ้านได้อย่างดี
 
 
 
ติดตั้งฝ้าเพดาน ให้มีระยะห่าง ระหว่างหลังคากับฝ้าเพดานยิ่งหางมากความร้อนที่เข้าสู่ภายในตัวบ้านก็น้อยลง และอย่าลืมช่องระบายอากาศจะช่วยให้ระบายความร้อนออกไปได้ดี ไม่อบอ้าว
 
 
ติดฉนวนกันความร้อนที่ผนังด้านที่ได้รับแสงแดดโดยตรง เช่น ทิศใต้และทิศตะวันตก 
 
ติดฉนวนกันความร้อนที่ผนังบ้านลดการนำและการแผ่ความร้อนจากแสงแดด ช่วยให้บ้านเย็นสบาย ไม่ต้องเปิดแอร์ ประหยัดพลังงาน
 
การป้องกันความร้อนรอบบ้าน
 
กางร่มให้บ้านด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อช่วยลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านทางทิศใต้ และทิศตะวันตกซึ่งมีแสงแดดจัด และได้รับแสงแดดเกือบตลอดทั้งวัน
 
เลือกพันธุ์ไม้ทรงสูงที่มีใบทึบด้านบนโปร่งด้านล่าง เพื่อให้ลมพัดผ่านเข้าบ้านได้สะดวก เช่น อโศกอินทรี สารภี มะขาม แคแสด หรือพันธุ์ไม้ดอก เช่น กัลปพฤกษ์ กระพี่จั่น เสลา คูณ เป็นต้น
 
 
การทำระแนงไม้แบบง่ายๆปลุกไม้เลื้อยกรองความร้อนและแสงแดด ช่วยให้บ้านไม่ร้อน ลดการใช้แอร์ เลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม อาทิ หิรัญญิการ์ พวงชมพู พวงแสด อัญชัน สร้อยฟ้า เป็นต้น
 
   แต่หากบ้านมีพื้นที่จำกัด การปลูกต้นไม้กระถางแขวนก็เป็นการช่วยกรองแสงแดดเข้าสู่ตัวบ้านได้เช่นกัน
 
ต้นตีนตุ๊กแกเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัด ควรปลูกตรงด้านที่ผนังได้รับแสงแดดโดยตรง จะช่วยลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่จำกัดในการปลูกต้นไม้ เช่น อาคารพาณิชย์ ทาวน์เฮ้าส์ ส่วนบ้านเดียวก็สามารถปลูกได้เหมือนกัน โดยใช้ลวดขึงเป็นแนวติดกำแพงไว้เพื่อให้รากของต้นตีนตุ๊กแกเกาะกับลวดแทนการเกาะติดกับผิวกำแพง เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าของกำแพงเป็นรอยไม่สวยงามเมื่อต้องรื้อต้นออก
 
ปลูกหญ้าหรือบล็อกหญ้าแทนการเทลานคอนกรีตรอบบ้านช่วยลดการสะสมและความร้อนจากพื้นรอบบ้านเข้าสู้ตัวบ้าน
 
การทำให้อากาศภายในบ้านถ่ายเทสะดวก
 
   เปิดหน้าต่างให้ทางลมเข้า และเปิดอีกด้านเพื่อให้มีทางลมออกด้วยเมื่อลมพัดผ่าน อากาศภายในบ้านจะไหลเวียนทำให้เย็นสบาย อย่างว่างเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ เช่น ตู้ ขวางทางลม หรือวางบังหน้าต่างเพราะทำให้ลมพักผ่านเข้าบ้านไม่สะดวก
 
หน้าต่างมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับการใช้งานและขนาดของพื้นที่ เช่น หน้าต่างชนิดบานเลื่อน ขึ้น-ลง บานเลื่อนด้านข้าง เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่น้อย เช่น คอนโดมิเนียม หน้าต่างชนิดบานเปิดสามารถเปิดรับลมได้เต็มที่เหมาะกับบ้านที่มีบริเวณด้านข้าง เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้า
 
 
 
ปล่องลมระบายอากาศในบ้านพักอาศัย  
 
ทาวน์เฮ้าส์และอาคารพาณิชย์ มักมีปัญหา บ้านร้อน อับ อากาศไม่ถ่ายเท ช่องบันไดเป็นทางออกที่สำคัญของการระบายอากาศ เพราะช่องบันได้เป็นจุดเชื่อมต่อของทุกชั้นในบ้าน สร้างช่องเปิดบ่นช่องบันไดของฉันบนสุดเพื่ออากาศร้อนลอยออกสู้ภายนอกบ้าน อากาศเย็นจากภายนอกบ้านจะไหลเวียนเข้ามาแทนที่ทางหน้าต่างของชั้นล่างจะทำให้ภายในบ้านเย็นขึ้น
 
 
 
บ้านหารสองสามารถทำได้ 4 ระดับ
บ้านหาร 2 ไม่ว่าคุณจะกำลังสร้างบ้านใหม่หรือที่คุณอยู่ในปัจจุบัน คุณก็สามารถทำให้เป็นบ้านหาร 2 ได้ทั้งนั้
 
   ระดับที่ ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องมีเงินลงทุน
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน โดย "ปรับตัว" เพื่อนำไปสู่การ "ปรับที่" เช่นการจัดย้ายเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านไม่ให้ขวางทางลม
 
ระดับที่ 2 ทำเองได้ใช้งบประมาณนิดหน่อย
การปรับปรุงที่ตัวบ้าน หรือบริเวณรอบๆบ้าน โดยคนในครอบครัวช่วยทำกันเอง ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายบ้าง เช่น ค่าต้นไม้ ค่าทำไม้ระแนง ค่าบล็อกปูพื้น ค่าฉนวนกันความร้อน
 
ระดับที่ 3 ทำเองลำบากต้อง (จ้าง) ผู้เชี่ยวชาญ
ในขั้นตอนนี้คุณอาจทำเองไม่ได้หรืออาจจะไม่สวย ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญช่วยทำ ซึ่งจากมีงบประมาณจากค่าวัสดุ แต่ก็คุ้ม เช่น ติดม่านมูลี่ เปลี่ยนสีทาบ้าน
 
ระดับที่ 4 หากมีงบประมาณ สร้างใหม่ให้ดี 
บางครอบครัวที่มีโครงสร้างบ้านใหม่ หรือซื้อบ้านใหม่ถือเป็นโอกาสดีตั้งแต่การเลือกซื้อที่ดินจนถึงการออกแบบบ้าน การเลือกใช้วัสดุ เพื่อให้เกิดเป็นบ้านหารสองที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นทาง
 

 

 

 

 

ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน

About the Author

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง

Comments

neon's picture
บทความนี้ค่อนข้างดีเลยทีเดียวครับ ผมว่าน่าจะมีเพิ่มเติมในส่วนของพรรณไม้ต่างๆที่นำมาปรับใช้กับทิศต่างๆของตัวบ้าน รวมถึงเทคโนโลยีที่สามารถจับต้องได้ในราคาตลาด ถ้าทางกระทรวงพลังงานสามารถให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้เทคโนโลยีในการประหยัดพลังงานภายในบ้านได้แล้วนั้น อาจจะส่งผลต่อตลาดโดยรวมเป็นอย่างมากตั้งแต่ต้นน้ำยันท้ายน้ำ เช่นว่า ใช้วัสดุก่อสร้างที่ได้ฉลากเขียว หรือ ฉลากลดคาร์บอน แล้วสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดภาษีได้ (ในกรณีเจ้าของบ้านเป็นผู้จัดซื้อของด้วยตนเอง) หรือถ้าเจ้าของบ้านว่าจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน หรือผู้รับเหมาที่ได้การยอมรับจากกระทรวงพลังงานว่าบริษัท/ผู้รับเหมานั้นๆ ใช้วัสดุก่อสร้าง, วัสดุทดแทน แล้วเจ้าของบ้านจะสามารถนำค่าใช้จ่ายที่ทางบริษัทเป็นผู้สั่งซื้อ นำมาลดภาษีได้เป็นระยะเวลากี่ปีก็ว่ากันไป ซึ่งจะได้ผลเป็นอย่างยิ่งที่ว่า ตลาดของวัสดุทดแทนจะเติบโตได้มากยิ่งขึ้น และวัสดุก่อสร้างที่ยังเป็น Conventional Market คงต้องมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นเพื่อแข่งขันให้ได้ทัดเทียมกับคู่ค้ารายอื่น อีกทั้งยังดึงดูดผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ให้หันมาสนใจวัสดุทดแทนและประหยัดพลังงานแทนการใช้วัสดุก่อสร้างในปัจจุบันได้อย่างมากมายเลยทีเดียว โดยรวมแล้วถ้าสิทธิประโยชน์ตัวนี้ ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยส่วนราชการ ก็ยากที่จะบูมได้อย่างในต่างประเทศ ที่มีนวัตกรรมล้ำหน้าไป 5-10 ปี เห็นจะได้
อีกอย่างนั้นผมคิดว่าสิ่งเริ่มแรกที่ควรพึงกระทำในทุกคนคือ "ตระหนักถึงการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า" เพราะออกแบบให้ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและผู้อยู่อาศัยมากแค่ไหนก็ตาม แต่ผู้อยู่อาศัยยังคงมีพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เหมือนเดิม ย่อมไม่ต่างอะไรกับการ "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" (ถึงแม้การออกแบบบ้านจะช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าบ้านปกติทั่วไป ที่ไม่ได้มีการคำนึงการประหยัดพลังงานก็ตาม)
แน่นอนว่าผู้ออกแบบเองคงต้องเรียนรู้เทคโนโลยีการออกแบบ การใช้วัสดุก่อสร้างต่างๆ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆในตลาด ที่เอื้ออำนวยต่อการประหยัดพลังงาน โดยคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายในการใช้งานรวมอยู่ด้วย เทคโนโลยีบางอย่างอาจจะเหมาะกับประเทศในแต่ละซีกโลก แต่ถ้านำมาใช้กับไทยอาจจะไม่เหมาะ ถ้ามีเงินลงทุนและไม่คาดหวังต่อผลตอบแทนหรือจุดคุ้มทุนในเร็ววัน ก็ยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่น่าสนใจที่จะนำมาใช้ แต่หากต้องการที่จะประหยัดพลังงานด้วย อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย ในแบบฉบับคุ้มทุนแล้วละก็ คงต้องทำการบ้านเยอะพอสมควรครับ
เรื่องของการปลูกต้นไม้ในแต่ละทิศทางลมและระยะเว้นห่างของต้นไม้ในแต่ละประเภท มีหนังสือหลายเล่มที่มีพูดถึงลักษณะพรรณไม้ในบ้านเรา ที่สามารถนำมาปลูกในทิศต่างๆให้เหมาะสมกับแสงแดดและทิศทางลมที่ตกกระทบมายังตัวบ้าน แต่อีกนัยนึงการปลูกต้นไม้ใกล้บ้านเกินไปอาจยังผลให้มีความชื้นเพิ่มมากขึ้น มีเชื้อราขึ้นตามผนังบ้านหรือในบางจุดที่เราไม่ทันสังเกต หรือกิ่งก้านต้นไม้อาจจะระรานหลังคาบ้านของเรา (หลังคารั่ว, รางระบายน้ำฝนตัน ในถัดมา) และอีกอย่างที่สำคัญในข้อนี้คือ บ้านของเราก็ต้องมีพื้นที่ปลูกด้วยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นแล้วคงได้แต่ออกแบบให้ใช้เทคโนโลยีมาช่วยเหลือการออกแบบบ้านให้ประหยัดพลังงานซะมากกว่า (วัสดุก่อสร้าง, เทคนิคการก่อสร้างต่างๆ, เทคโนโลยีที่ใช้ภายในบ้าน)
โดยปัจจุบันพื้นที่ในเขตเมืองกรุงเทพฯ มักจะมีขนาดที่กะทัดรัดซะมากกว่า (สืบทอดจากรุ่นทวดสู่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ เหลือถึงเราก็แทบจะไม่พอปลูกบ้านแล้ว) ส่วนพื้นที่บริเวณปริมณฑลนั้นยังมีทำเลให้เลือกอีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้คงพูดได้ยากที่จะให้ชาวเมืองมีพื้นที่สำหรับปลูกต้นไม้ หรือให้ชาวเมืองอพยพไปอยู่เขตชานเมือง แล้วค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็แพงขึ้นตามระยะทางที่ห่างออกไป เพราะตั้งแต่ช้านานมาแล้วที่การวางผังเมืองในเขตตัวเมืองไม่ได้มีการวางอย่างเป็นระบบ เห็นได้จากปัจจุบันที่จะมีปัญหารถติดมากขึ้นทุกวัน หรือน้ำท่วมรุนแรงในจุดต่างๆของตัวเมือง รวมถึงงานทุบๆถมๆงานเดินท่อระบายน้ำ งานทำถนนใหม่ ซึ่งในจุดนี้คงต้องให้ทางหน่วยราชการปรับข้อระเบียบหลายๆอย่างให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่าสุดท้ายต้องการให้เขตนั้นๆ เป็นศูนย์รวมของสิ่งก่อสร้างประเภทไหน (อาคารออฟฟิศให้เช่า, คอนโด, ตึกแถว, อพาร์ทเม้นท์, บ้านเช่า, หรือบ้านเดี่ยวจัดสรร) ซึ่งง่ายต่อการพัฒนาระบบการขนส่งโดยรวม ช่วยให้คนที่คิดจะปลูกบ้านไปอยู่รวมกันที่จุดๆนึง แล้วมีการขนส่งที่เอื้ออำนวยต่อชุมชนนั้นไปยังเขตตัวเมือง ช่วยทั้งในเรื่องการควบคุมมลภาวะ มลพิษ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และพลังงานที่ใช้
เพราะมาถึงจุดนี้แล้วคงบอกได้คำเดียวว่า การสร้างบ้านประหยัดพลังงานแบบมีพื้นที่สำหรับการปลูกต้นไม้ หรือมีอาณาเขตมากพอให้ลมพัดผ่านแทบจะหาได้ยากมากในเขตตัวเมืองเอง เพราะหันซ้ายทีขวาทีก็เจอแต่ตึกรามบ้านช่อง แต่อย่างน้อยก็ยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสามารถออกแบบบ้านให้ประหยัดพลังงานได้อยู่ แต่ค่าลงทุนก็เป็นไปตามเทคโนโลยี ซึ่งที่จริงๆแล้วการปลูกต้นไม้หรือออกแบบ landscape ที่ดีนั้น ช่วยลดอุณหภูมิโดยรวมได้มากกว่า (ยังผลให้ประหยัดพลังงานได้อย่างแท้จริง) แต่ถ้าเปรียบเทียบจำนวนเงินไปซื้อที่ดินให้มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้น กับจำนวนเงินที่นำไปลงทุนในเทคโนโลยีในบ้านแล้วละก็ ผมว่ายังไงลงทุนในเทคโนโลยีก็ยังถูกกว่าอยู่ดี
สุดท้ายผมก็หวังว่าผู้ ที่เริ่มสนใจจะสร้างบ้าน ต้องมองให้รอบด้านว่าถ้าเราจะสร้างบ้านสักหลังนึงนั้น ทำเลที่เราจะปลูกสร้างบ้านเหมาะกับการเดินทางไปที่ทำงานของเราหรือไม่ มีอาณาเขตเพียงพอจะปลูกสร้างบ้านได้กี่เมตร (ความสูงจะจำกัดระยะร่นจากแนวที่ดินมายังอาคาร อีกทั้งผังเมืองในแต่ละเขตตีความข้อบังคับไม่เหมือนกัน) จากนั้นจึงมาดูว่ามีพื้นที่พอที่จะทำ landscape หรือเปล่า และถ้าไม่มีพื้นที่มากนัก เราจะลดการใช้พลังงานภายในอาคารด้วยรูปแบบใด วัสดุก่อสร้าง หรือเทคโนโลยีภายในอาคาร (เครื่องใช้ฉลากประหยัดพลังงาน, วัสดุทดแทน, วัสดุรีไซเคิล) สิ่งเหล่านี้ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่หากได้รับความสนใจอย่างลึกซึ้งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อประเทศชาติมากเท่านั้น
 
“ยิ่งเข้าใจที่มาของการใช้พลังงานอย่างถ่องแท้ ยิ่งนำไปสู่การใช้พลังงานอย่างถูกต้อง”
 
บริษัทรับสร้างบ้าน สหสุธา
สร้างบ้าน ใส่ใจทุกรายละเอียด

 

By neon on

nitinart's picture

เหมือนจะคุ้นๆ ว่าจะมีแบบฟอร์มลดหย่อนภาษีสำหรับบ้านประหยัดพลังงาน โดยกระทรวงพลังงานจะเป็นคนรับรองความเป็นบ้านประหยัดพลังงานให้  พยายามจะหาลิงค์อยู่แต่ก็ไม่เจอ  แต่ไปเจอมาอีกที่หนึ่งว่า

 

กระทรวงพลังงานสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการทั่วไปร่วมกันประหยัดพลังงาน โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการหักลดหย่อนภาษีจากการซื้ออุปกรณ์เครื่อง ใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน หรืออุปกรณ์ที่ติดฉลากประหยัดพลังงาน เบอร์ 5 โดยค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 25% ตั้งแต่ พ.ค.52-31 ธ.ค.53

 

เห็นบอกว่าจะมีรายชื่อของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เข้าสิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้

 

แต่เห็นด้วยนะว่าการจะประหยัดพลังงานนี่ง่ายที่สุด แบบไม่ต้องลงทุนอะไรเลยคือการลดการใช้พลังงานตั้งแต่แรก  เช่น  ไม่ต้องนอนเปิดแอร์  ใครที่บ้านอยู่ในเมืองเลยคงทำไม่ได้เพราะฝุ่นเยอะแล้วก็เสียงดัง แต่ถ้านอกเมืองออกมานิด ไม่น่าจะเป็นปัญหา  แล้วถ้าไม่อาบน้ำร้อนด้วย ก็ช่วยได้อีก  หรือแทนที่จะเปิดแอร์ 8 ชั่วโมง ลดเป็น 4 ชั่วโมงจะได้มั๊ย

 

เรื่องต้นไม้นี่ก็พูดยาก  บางคนก็บอกว่าปลูกต้นไม้เยอะก็เปลืองน้ำ โดยเฉพาะสนามหญ้า ก็ยิ่งต้องใช้น้ำเยอะ  น้ำก็เป็นทรัพยากรธรรมชาติชนิดหนึ่ง  แต่ต้นไม้ก็ช่วยดูดควันพิษแล้วก็กันร้อนอีกด้วย  เรื่องชื้นนี่เห็นด้วยเหมือนกัน  ที่บ้านโชคดีว่ายังพอมีสนามบ้างก็เลยใช้วิธีริดกิ่งให้ต้นไม้สูงเข้าไว้ ข้างล่างจะได้ไม่ชื้น  แล้วก็ถ้าต้นไม้ด้านล่างรกมาก ก็เป็นที่อาศัยของสัตว์หลายอย่าง  อย่างที่บ้านนี่มีงูขึ้นเป็นระยะๆ เลย พยายามไม่ให้ต้นไม้รกไว้ก่อน

 

เรื่องประหยัดพลังงานนี่พูดไปก็ไม่จบ  ต่างคนก็ต่างมุมมอง  พูดจริงๆ ว่าวัสดุที่เค๊าบอกว่าประหยัดพลังงาน ก็ไม่รู้ว่าประหยัดพลังงานได้จริงอย่างที่เค๊าพูดรึเปล่า  อาจจะทำให้เราอยู่สบายขึ้นโดยไม่อึดอัด  แต่ถ้ามันไม่ได้ช่วยเราลดการใช้แอร์หรือพัดลม หรือไฟ มันก็อาจจะไม่ช่วยเราประหยัดพลังงานจริงก็ได้  เพราะถ้าพฤติกรรมเหมือนเดิม จะไปหวังว่าค่าไฟจะลดลงก็คงจะยาก  หรือถ้าเราไม่ได้เปิดแอร์หรือพัดลมอยู่แล้ว  มันอาจจะไม่ได้ช่วยเราประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้ไม่มีจุดคืนทุน แต่มันจะทำให้เราอยู่บ้านที่ไม่เปิดแอร์ได้อย่างมีความสุขขึ้น ตรงนั้นจะวัดเป็นตัวเลขได้ยังงัย

 

sigh

Buy Less, Choose Well, Make it Last. - Vivienne Westwood

neon's picture

ใช่ตัวนี้หรือเปล่าครับ http://www.energy-tax.com/ ถ้าตัวนี้สามารถได้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีอย่างที่คุณ Nitinart ได้บอกไว้ครับ ซึ่งต้องเช็ครุ่นเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนนะครับไม่ใช่ว่าใช้ได้ทั้งหมด สามารถตรวจสอบได้ในเว็บไซท์

 

โดยเว็บนี้เป็นประกาศที่มีผลมาสักพักแล้วครับ แต่ช่วงแรกๆไม่ค่อยเวิร์คเพราะว่ายังมีรุ่นเครื่องใช้ไฟฟ้าน้อยมาก แต่พอดีเห็นคุณ Nitinart พูดถึงเลยกลับไปเช็คอีกที ซึ่งผลปรากฏว่ามีประกาศมาอีกหลายฉบับ ช่วยให้มีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์มากขึ้น เจ้าของบ้านต้องเป็นผู้จัดซื้อเองจึงจะได้การลดหย่อนภาษีนะครับ เพราะเข้าใจว่าถ้าให้ทางผู้ก่อสร้างบ้านเป็นผู้จัดซื้อแล้วนั้น ทางเจ้าของบ้านจะไม่สามารถใช้การลดหย่อนภาษีได้ (เพราะผมเคยถามไปแล้วครับ อาจจะลองถามอีกทีก็ได้นะครับ เผื่อเกณฑ์การตัดสินอาจจะเปลี่ยนแปลงแล้ว)

 

แต่ก็อย่างที่คุณ Nitinart ว่าไว้อีกประการเกี่ยวกับวัสดุประหยัดพลังงานคือ "มันจะช่วยได้จริงหรือ?" ผมเข้าใจว่าบางส่วนคงสามารถประหยัดได้จริง และบางส่วนอาจจะมีโฆษณาเกินจริงบ้าง ซึ่งผลการทดสอบมันก็มีส่วนช่วย แต่การนำไปใช้งานจริงนั้นอาจจะต้องมีการวัดพารามิเตอร์ต่างๆ ที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง โดยการเปรียบเทียบระหว่างอาคารที่ใช้วัสดุในการประหยัดพลังงานและอาคารที่ไม่ใช้ตัวช่วยใดๆ ซึ่งสามารถติดตามได้ที่ www.beat2010.net ด้วยนะครับ เพราะตอนนี้เค้ากำลังแข่งขันเกี่ยวกับอาคารประหยัดพลังงานกันอยู่ เป็นโครงการที่น่าติดตาม แต่การประชาสัมพันธ์ยังไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่นัก แถมมีอาคารหลายประเภทให้ได้ศึกษาด้วยครับ (ยกเว้นบ้าน )

 

อีกทั้งตอนนี้มีค่าย Supplier รุ่นใหญ่ที่หันมาทำตลาดกรีนอย่างเต็มที่ ผมคิดว่าน่าจะมีส่วนช่วยผลักดันให้ตลาดกรีนตัวนี้เติบโตขึ้นได้ และเมื่อตลาดมีการเติบโตที่ดีขึ้นแล้วแน่นอนว่าย่อมมีผู้ตามเข้ามาแข่งขันกันอีกแน่นอน ก็จะช่วยให้ผู้บริโภคมีโอกาสในการเลือกมากขึ้น และมีชิ้นเค้กที่แบ่งให้หลายๆคนได้สามารถช่วงชิงได้

 

ยังไงแล้วก็อยากให้ผู้อ่านผ่านตาทุกท่านช่วยกันประหยัดพลังงานเท่าที่เราสามารถปฏิบัติด้วยละกันครับ

 

อย่างที่บ้านผมนี่ ยังเป็นสุขภัณฑ์รุ่น 12 ลิตร อยู่เลย แต่ผมใช้วิธีนำขวดน้ำ 1 ลิตร 5 ขวดไปวางไว้ในหม้อน้ำ (ส่วนที่ใช้เก็บน้ำสำหรับกดฟลัช) ซึ่งอย่างน้อยจาก 12 ลิตร ก็เหลือ 7 ลิตร ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยจริงไหมละครับ แถมผมวางทิ้งไว้นานมาหลายปีแล้ว 555++ พอดีว่าสมัยผมยังใสๆอยู่นั้น (ตอนนี้เริ่มเหี่ยวแล้วครับ ) เคยมีข่าวเกี่ยวกับวิธีการประหยัดน้ำอย่างง่าย (ช่วงภัยแล้งปี 47-48) ก็เลยเริ่มทำมาตั้งแต่สมัยนั้นครับ จนบัดนี้เปลี่ยนขวดไปแล้วหลายรอบ (ขวดดูบุบๆ) ส่วนพวกตะกอนที่อยู่ในหม้อน้ำ เราก็ควรดูดทิ้งบ้างนะครับ เพื่อยืดอายุการใช้งานสุขภัณฑ์ของเรา และถ้าให้ดีควรตรวจเช็คการรั่วซัมของสุขภัณฑ์ด้วยนะครับ โดยวิธีการหยดสีผสมอาหารลงในหม้อน้ำให้เข้มนิดนึง แล้วคอยดูว่ามีรอยรั่วซึมตามช่องน้ำไหลลงมายังชักโครกหรือไม่

 

ถ้ามีเยอะก็ควรจะเปลี่ยนสุขภัณฑ์ได้แล้วนะครับ แล้วก็ซื้อสุขภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดน้ำก็น่าจะดีครับ เดี๋ยวนี้มีราคาหลายเรทมาก อีกทั้งยังมีแบบ 3/6 ลิตร , 3/4.5 ลิตร ด้วย ถ้าจะซื้อ 3/4.5 นั้น ให้ดูด้วยว่าท่อน้ำโสโครกไม่อยู่ใกล้ท่อเมนน้ำโสโครกหรือไม่ ไม่งั้นอาจจะไม่ค่อยเวิร์คครับ เพราะฟลัชไม่แรงพอของจะไปไม่หมดครับ และดูลักษณะของตำแหน่งท่อน้ำโสโครกด้วยครับว่า เป็นแบบเจาะผนัง หรือลงพื้นโดยตรง ถ้าอายุบ้านใกล้เคียงบ้านผม (20 ปี) ก็คงเป็นแบบลงพื้นซะส่วนใหญ่ครับ

 

เท่านี้เราก็สามารถช่วยการประปานครหลวงประหยัดน้ำไปได้เยอะพอสมควร ลดต้นทุนการผลิตน้ำไปเยอะมากเลยทีเดียวครับ เพราะในอนาคตผมเชื่อว่าค่าน้ำบ้านเราจะต้องแพงขึ้น เพราะหน้าแล้งก็แล้งจริงจัง พอหน้าฝนก็ท่วมจริงจัง กลายเป็นอาจจะมีปัญหาการกักเก็บน้ำมาใช้อุปโภคบริโภคในอนาคต ถ้าท่านคิดจะสร้างบ้านแล้วละก็ลองมองถึงการบำบัดน้ำกลับมาใช้บางส่วนด้วยก็ดีนะครับ

 

ที่คุณ Nitinart กล่าวไว้ถึงการรดน้ำในสวนเปลืองน้ำใช่ไม๊ครับ ผมขอเสริมนิดนึงว่าในต่างประเทศนั้นมีการนำน้ำมารีไซเคิลใหม่ โดยน้ำที่ว่านี้เค้าเรียก Grey Water ครับ (ลอง Google เนื้อหาเพิ่มเติมได้ครับ) ซึ่งเจ้า Grey water นี้มาจากน้ำทิ้งทั้งหลาย จาก อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ ท่อ Drain ครับ โดยน้ำเหล่านี้อาจจะต้องมีการบำบัดบางส่วน แล้วจึงจะนำมาใช้ได้อีกครั้ง ซึ่งในตลาดต่างประเทศนั้นมีการออกแบบท่อ Grey water มาใช้สำหรับฟลัชชักโครก ฟลัชปัสสาวะ และรดน้ำต้นไม้ น้ำที่ว่านี้จะมีการวางระบบผสมระหว่าง น้ำฝน (ใช้รดน้ำต้นไม้) และน้ำประปา (ใช้สำหรับฟลัชในห้องน้ำ) แต่แน่นอนว่าค่าวางระบบก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย แต่ที่เห็นได้ชัดเจนว่าในระยะยาวนั้น WORK มากครับ (สำหรับต่างประเทศ) เพราะค่าน้ำที่เราใช้ใน กทม. นั้น ขอบอกได้ว่าถูกมาก 1 ลูกบาศก์เมตร 20 บาท เท่านั้นเอง (1 ลูกบาศก์เมตร = 1000 ลิตร) ซึ่งถ้าเป็นต่างประเทศนี่บอกได้ว่า น้ำประปาที่ผลิตในไทยนี่ถูกมาก แต่ต่างประเทศนั้นต้องคำนึงถึงการบำบัดน้ำกลับมาใช้ เพราะน้ำมีค่ามากในบางประเทศ เช่น ดูไบ สิงคโปร์ ครับ เค้าสามารถนำน้ำกลับมาใช้ได้ 100% เลยทีเดียว โดยระบบบำบัดของเค้านั้นสามารถนำกลับมาดื่มได้เลยทีเดียว (เค้าไปถึงขั้นนั้นแล้ว น้ำก๊อก น้ำ tab ของไทยก็ดื่มได้ แต่ถ้าให้เลือกขอมาจากในขวดน่าจะดีกว่า) แต่เนื่องด้วยว่าน้ำประปาในประเทศไทยอาจจะยังถูกอยู่ การลงทุนในตัวนี้จึงยังไม่เกิดขึ้นมากนัก ยกเว้นในระดับอุตสาหกรรม โรงแรม รีสอร์ท หรือธุรกิจที่ใช้สอยน้ำจำนวนมากในการผลิตและอุปโภคครับ

ถ้าเห็นได้จากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงของประเทศจีนเมื่อต้นปี จะเห็นได้ว่าประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงถึงจะไม่ชอบใจอย่างไร แต่ถ้าจีนตั้งใจจะกั้นแล้วเราคงทำอะไรไม่ได้ พอฤดูแล้งลุ่มแม่น้ำโขงนี่เห็นเป็นเนินทรายมากมายเลยทีเดียว ทำให้เห็นได้ว่าน้ำนั้นมีส่วนสำคัญต่อประเทศชาติมากขนาดไหนครับ ทั้งการกสิกรรม การเพาะปลูก การชลประทาน การอุปโภค และที่สำคัญคือวิถีชีวิตของคนในลุ่มแม่น้ำนั้นๆที่ต้องเปลี่ยนไป หากน้ำในแม่น้ำเหือดแห้ง ดังนั้นถ้าให้ดีแล้วเราน่าจะช่วยกันประหยัดน้ำและพลังงานต่างๆตั้งแต่วันนี้

 


บริษัทรับสร้างบ้าน สหสุธา
สร้างบ้าน ใส่ใจทุกรายละเอียด
By neon on