Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

Green Building Materials : วัสดุก่อสร้างสีเขียว ที่ว่ากรีน กรีนอย่างไร

21 Jan 2011 - akanek_ja_ja
เดี๋ยวนี้กระแส Green living มาแรงจนเป็นที่จับตามองว่าจะเป็นกระแสที่สร้างความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมและพลังงานในบ้านเราอย่างจริงจังได้ ข้อสังเกตที่เห็นได้ชัดคือ ความต้องการที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น วัสดุก่อสร้าง ตกแต่งที่ทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สินค้าบางตัวก็มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น บ้างก็สามารถนำกลับมารีไซเคิล นำกลับมาใช้ซ้ำได้ บางตัวช่วยลดการใช้พลังงานได้มากขึ้น  หรือเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ง่าย หรือมีส่วนผสมที่ไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมและผู้อาศัย
 
แต่บางครั้งหลายๆ บริษัทก็ใช้กระแส green มาใช้ในการทำการตลาด จนเราซึ่งเป็นผู้บริโภคก็งงๆ ว่า  เอ แล้วมันกรีนอย่างไร ครั้งหนึ่งเคยไปเดินงานสถาปนิก ก็เห็นบริษัทหนึ่งซึ่งขายผลิตภัณฑ์ลามิเนต เคลมว่าสินค้าของเขา กรีน เราดูแล้วก็เห็นว่าทำจากพลาสติกทั้งนั้น พนักงานก็อธิบายให้ฟังว่า กรีนเพราะระบบการผลิตของโรงงาน ไม่มีการปล่อยสารพิษเข้าสู่สิ่งแวดล้อม ก็ทำให้เรารู้ว่า คำว่ากรีน จริงๆ นั้นมีความหมายมากกว่าคำว่า reduce, recycle, reuse หรือใช้แต่วัสดุที่ทำจากธรรมชาติที่อย่างที่เราเคยชินกัน
 
ในแต่ละวงการก็จะมีความหมายของคำว่ากรีนแตกต่างกันไป อย่างในวงการเวชสำอางค์ หรืออาหาร คำว่ากรีน มักจะหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่น้อยที่สุด แต่ในวงการวัสดุก่อสร้าง ความหมายนี้อาจจะใช้ได้ไม่เหมาะทีเดียวนัก และบางครั้ง เราในฐานะผู้บริโภค เมื่อจะเลือกใช้วัสดุก่อสร้างแนวกรีนที่เห็นโฆษณาประชาสัมพันธ์กันอยู่ทั่วไป ก็ไม่แน่ใจว่าที่เรียกวัสดุก่อนสร้างแนวกรีนนั้น มันกรีนในความหมายอย่างไร
 
วันนี้ก็เลยขอยกตัวอย่างวัสดุก่อสร้าง 3-4  ชนิดที่เห็นประชาสัมพันธ์กันบ่อยๆ ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาให้ดูกัน และเอกเขนกต้องขอขอบคุณ Lifehouse ที่ให้ข้อมูลและมุมมองบางส่วน
 
โฟม
 
เมื่อพูดถึงโฟม คนส่วนใหญ่จะนึกถึงวัสดุที่นำมาบรรจุอาหาร หรือทำกระทง พวงหรีดในสมัยก่อน ซึ่งถูกตั้งข้อรังเกียจว่าเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ยาก ไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยตัวเอง แถมในกระบวนการย่อยสลายยังก่อมลพิษในอากาศอีกด้วย จนมีการรณรงค์อย่างจริงจังจากรัฐบาลให้เลิกใช้โฟมในการทำกระทงและพวงหรีด ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างดี 
 
ดังนั้นเมื่อพูดว่าโฟมเป็นวัสดุก่อสร้างสีเขียว ก็ทำให้ใครหลายคนเลิกคิ้วสงสัย ว่าโฟมมันกรีนอย่างไรหนอ กระบวนการผลิตก็ก่อให้เกิดมลพิษ ย่อยสลายก็ยาก แต่หากมองในฐานะวัสดุสีเขียว โฟมเป็นหนึ่งในวัสดุก่อสร้างหลายตัวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพมากตัวหนึ่ง
 
 
โฟม ในวงการก่อสร้างมักนำมาใช้เป็นฉนวนกันความร้อน ส่วนใหญ่แล้วโฟมที่นำมาใช้ในแวดวงก่อสร้างแบบกรีนๆจะเป็น EPS Foam (Expanded Polystyrene Foam)  ที่ให้ความคงทนแข็งแรงกว่าโฟมใส่อาหารทั่วไป มีค่านำความร้อนต่ำกว่าผนังชนิดอื่นจึงเป็นฉนวนกันความร้อนในตัว บ้านที่ใช้โฟมชนิดนี้ก็จะเย็นสบายกว่าบ้านที่ไม่ใช้ฉนวนกันความร้อนเลย บ้านที่มีโฟมเป็นฉนวนกันความร้อน ก็อาจจะเปิดแอร์น้อยลง หรือเปิดที่อุณภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ลดการใช้พลังงานและประหยัดค่าไฟได้ ส่วนบ้านที่ไม่ได้เปิดแอร์บ่อยนัก ก็อาจจะไม่ได้ประหยัดค่าไฟอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็จะได้บ้านที่อยู่สบายมากขึ้น
 
โฟม นอกจากจะกันความร้อนแล้วยังป้องกันความชื้นจากน้ำ ช่วยแก้ปัญหาน้ำรั่วซึมจากผนังในช่วงฤดูฝน  ส่วนบ้านใครที่อยู่ใกล้ถนนหรือแหล่งชุมชนที่มีเสียงรบกวนเข้ามาในบ้าน โฟมฉนวนยังช่วยดูดซับเสียงที่จะผ่านเข้าสู่ภายในบ้านให้น้อยลง แถมยังใช้งานได้ยาวนานและมีราคาถูกกว่าฉนวนชนิดอื่นๆ
 
โดยทั่วไปแล้วคนมักนิยมติดโฟมฉนวนเข้ากับผนังก่ออิฐก่อนฉาบปูนทับบนผิวโฟมอีกชั้น วิธีนี้ใช้ได้กับทั้งบ้านสร้างใหม่และบ้านเก่าสร้างเสร็จแล้ว เพราะว่าช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของงานต่อเติมโครงสร้างเนื่องจากโฟมน้ำหนักเบา ไม่จำเป็นต้องเพิ่มโครงสร้างเพิ่มเติม หรือใช้โฟมที่อยู่ในรูปของเม็ดโฟมเป็นส่วนผสมคอนกรีตในงานพื้นหรือก่อผนังแทนการใช้หินอย่างที่เราคุ้นเคย ทำให้ได้คอนกรีตน้ำหนักเบา
 
ข้อเสียที่คนมักรังเกียจว่าโฟมย่อยสลายยาก กลับกลายเป็นข้อดีในฐานะวัสดุก่อสร้างแนวกรีน เพราะบ้านต้องอยู่กับเรานานหลายสิบปี เราก็ต้องการให้ฉนวนกันความร้อนนั้น อยู่กับบ้านให้นานที่สุด โดยที่ไม่ต้องมีการเปลี่ยนหรือทำใหม่ให้สิ้นเปลืองงบประมาณหรือทรัพยากร
 
หินแท้ หรือ หินเทียม  อะไรเป็นมิตรกับธรรมชาติมากกว่า
 
หลายบ้านนิยมใช้หินเป็นวัสดุปิดผิวหน้าเคาน์เตอร์หรือวัสดุปูพื้น ก็เพราะ ลวดลาย ความสวยงามของหินแท้ แต่หินแท้นั้นต้องหยิบแย่งมาจากธรรมชาติด้วยการระเบิดภูเขา ถ้าความต้องการเยอะ ภูเขาก็หายเป็นลูกๆ ได้เลยทีเดียว
 
การระเบิดภูเขาหรือสกัดหินออกมาใช้งานนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ได้แผ่นหินลวดลายสวยงามมาไว้ในบ้านแล้ว แต่ลองนึกดูว่ากว่าจะเป็นภูเขาลูกหนึ่งต้องอาศัยเวลาเป็นล้านปีๆ ด้วยวิธีทางธรรมชาติผ่านการทับถมของแร่ธาตุ ชั้นดิน แต่เราใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีระเบิดภูเขา โดยลืมอาจจะลืมคำนึงไปว่าสิ่งที่เรานำมาจากธรรมชาตินั้น จะสร้างผลกระทบที่มองเห็นและมองไม่เห็นกับโลกนี้อย่างไร ตั้งแต่ปัญหาเรื่องฝุ่นจนถึงทิศทางลมและสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปจากการทำลายเขาลูกนั้น
 
 
ในปัจจุบัน บริษัทที่ผลิตหินเทียม จึงโปรโมทหินของตนว่า เป็นวัสดุตกแต่งแนวกรีน เพราะในกระบวนการผลิต ไม่ได้มีการทำลายธรรมชาติเหมือนหินแท้ แต่หินเทียม หรือ synthetic stone มักจะเกิดจากการนำผงหินมาผสมกับ man-made materials หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอื่นๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า วัตถุที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้น สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากเพียงไร
 
ผู้บริโภคคงต้องตัดสินใจเองว่าจะเลือกใช้วัสดุที่มีผลกระทบกับธรรมชาติด้านไหน เพราะทั้งสองทางเลือกต่างมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 
 
ไม้สังเคราะห์กรีนจริงหรือ
 
ไม้เป็นวัสดุที่อยู่คู่การก่อสร้างบ้านมานับตั้งแต่ที่มนุษย์มีการสร้างที่อยู่อาศัยกันเลยทีเดียว ในปัจจุบัน ไม้ก็ยังเป็นวัสดุที่สำคัญทั้งในส่วนของงานโครงสร้าง งานภายใน และเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน นั่นเพราะความสวยงาม ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ และหาได้ง่ายใน สมัยก่อนเพราะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาก แต่ด้วยประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ความต้องการใช้ไม้ที่เพิ่มมากขึ้น ป่าไม้ธรรมชาติทั่วโลกลดลงไปเป็นอย่างมาก จนทำให้หลายคนมองว่าการใช้ไม้จริง เป็นการทำลายธรรมชาติมากไปหรือเปล่า
 
ในปัจจุบันมีผู้ผลิตไม้เทียมหลายราย ที่บอกว่าสินค้าของตนนั้นกรีน เพราะไม่ต้องมีการตัดไม้ และยังมีคุณสมบัติหลายอย่างที่เหนือกว่าไม้จริง เพราะวัสดุแทนไม้เหล่านี้ โดยส่วนใหญ่นั้นทำมาจากพลาสติก จึงทำให้มีคุณสมบัติที่ดีของพลาสติกหลายอย่าง  แถมยังมีการดูแลรักษาต่ำ มีลวดลาย ขนาดให้เลือกมากมาย ปลวกไม่กิน ไม่ผุ ไม่เปื่อย แข็งแรง ไม่โก่ง แอ่นตัวเหมือนไม้จริง และมักจะมีราคาถูกว่าไม้จริง 
 
ถ้ามองในเรื่องความสวยงามแล้ว ไม้จริงอย่างไรเสียก็มีเสน่ห์ของธรรมชาติ และให้ความรู้สึกที่ดีกว่าไม้สังเคราะห์  แต่ในแง่ของการใช้งานในบางอย่าง เช่น ปูพื้นระเบียงหรือ patio การใช้ไม้เทียมก็อาจจะคงทนกว่าเพราะต้องตากแดด ตากฝน ซึ่งหากใช้ไม้จริง ก็อาจจะต้องใช้ไม้เนื้อแข็งอย่างดีที่มีราคาแพง และยังต้องการดูแลรักษาอยู่สม่ำเสมอเพื่อคงความสวยงาม
 
 
นอกเหนือจากเรื่อง ราคา ความสวยงาม และคุณสมบัติที่ต่างกันของไม้จริงและไม้เทียมแล้ว ถ้าจะมองในเรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เอกเขนกมีความเเห็นส่วนตัวว่า ไม้จริงอาจจะเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเพราะ ในปัจจุบัน เรามีตัวเลือกในการใช้ไม้จริงมากมาย อย่างเช่นไม้ป่าปลูกที่ได้รับการรับรองจาก FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนระดับนานาชาติที่ให้การรับรองไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้ไม้ป่าธรรมชาติหรือไม้ป่าปลูกที่มีระบบการจัดการป่าที่ถูกต้องตามหลักสากล  ไม้พวกนี้จึงไม่เป็นการรบกวนธรรมชาติแล้วยังคืนสมดุลธรรมชาติให้อีกด้วย ถ้าหากใครที่สนใจเรื่องผลกระทบของการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ก็อาจจะลองถามผู้รับเหมาก่อสร้างถึงที่มาที่ไปของไม้ เพื่อให้มั่นใจว่า ไม้ที่นำมาใช้นั้นเป็นไม้ป่าปลูกจริง
 
แต่แน่นอนถ้าหากผู้บริโภคยังมีความนิยมที่จะต้องใช้ไม้แผ่นใหญ่ๆ อายุนับร้อยปี ที่หาได้เฉพาะในป่าสงวน การใช้ไม้จริงในงานก่อสร้างหรือตกแต่ง ไม้จริงนั้นก็จะไม่ใช่ตัวเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
 
ในขณะที่ไม้เทียมซึ่งเป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโดยตรง ที่ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นผู้เชียวชาญเรื่องปิโตรเคมีโดยตรงแต่ตัวอย่างที่ผ่านๆ มาก็เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงผลกระทบจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกับสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำมันในมหาสมุทรจากอุบัติเหตุเรือบรรทุกน้ำมันอับปาง หรือท่อขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวรั่วไหล ทุกเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติโดยตรงและรุนแรง  
 
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเอกเขนกไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นมาได้จากอุตสาหกรรมนี้ เพราะพลาสติกเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราทุกคนไปแล้ว และยังเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติที่ดีหลายประการที่วัสดุที่มาจากธรรมชาติไม่มี ในหลายๆ กรณี การเลือกใช้วัสดุเหล่านี้ อาจจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าวัสดุที่มาจากธรรมชาติ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน
 
กาว สี และทินเนอร์
 
เป็นที่รู้กันว่า กาว สี และทินเนอร์ที่ใช้กันทั่วไปในการก่อสร้าง เป็นวัสดุที่เป็นอันตรายกับสุขภาพ  วัสดุเหล่านี้เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้  ไม่ว่าจะเป็นสีทาผนัง เฟอร์นิเจอร์หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านต่างๆ ก็มีส่วนผสมของสารเคมีจำพวก สี กาว หรือทินเนอร์ทั้งนั้น ซึ่งสารประกอบเหล่านี้มักจะมีส่วนประกอบของสาร ฟอร์มาดีไฮน์  ปรอทและสารตะกั่วที่ก่อให้เกิดสารระเหยที่เป็นพิษ (volatile organic compound, VOC)ออกมา  และเมื่อผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้าน หรือคนที่คลุกคลีอยู่กับสารเคมีเหล่านี้บ่อยๆ สูดดมสารอันตรายเหล่านี้เข้าไป ก็อาจจะเกิดการสะสมอยู่ในร่างกายจนถึงขึ้นอันตรายขึ้นมา
 
 
ในปัจจุบัน ก็มีสีทาบ้านอยู่หลายยี่ห้อ หลายชนิด ที่ได้มาตรฐานฉลากเขียวว่ามี ค่า VOC ต่ำ อ่านเรื่องสีฉลากเขียว แต่สำหรับกาวและทินเนอร์ที่มีค่า VOC ต่ำที่ใช้ในเมืองไทยนั้น ส่วนใหญ่ยังเป็นของนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีราคาแพง  ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ระดับบนบางรายเท่านั้น จึงเลือกใช้สารเคมีนำเข้าเหล่านี้
 
แต่ยังโชคดีที่ว่า   ค่า VOC ที่เป็นอันตรายที่สุดจะอยู่ในช่วงที่สารเคมีเหล่านี้กำลังแห้ง แต่เมื่อแห้งสนิทแล้ว การปล่อยสารระเหยก็จะต่ำลงมาก นี่จึงเป็นที่มาของคำแนะนำจากช่างสีหลายๆ คนที่ว่า หากเราทาสีบ้านใหม่หรือขัดพื้นไม้ใหม่ ควรรอให้กลิ่นสารเคมีต่างๆ หมดไปเสียก่อนจึงค่อยย้ายเข้าไปอยู่
 
วัสดุอีกชนิดหนึ่งที่เอกเขนกเคยเขียนไปแล้วคือเรื่องวงกบอลูมิเนียมและวงกบ Upvc ที่ต่างฝ่ายต่างก็กล่าวว่า วัสดุของตัวเองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ถ้าหากใครสนใจเรื่องนี้ ก็สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Upvc or Aluminum, That is the Question.
 
ต้องขอบคุณ ภาวะโลกร้อนที่เป็นตัวจุดประกายให้กระแส green living ได้เกิดขึ้นและอยู่ในความสนใจของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจกับผลกระทบของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนช่วยให้ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและสินค้าเกี่ยวกับบ้านหันมาให้ความสำคัญและใส่ใจกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
 
ผู้บริโภคก็เช่นเดียวกัน ควรสร้างมาตรฐานการบริโภคให้กับตัวเอง สร้างจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นภายในบ้านเสียก่อน แล้วจึงแผ่ขยายออกสู่ภายนอก และเมื่อทุกครัวเรือนสร้างมาตรฐานและจิตสำนึกสีเขียวขึ้นพร้อมๆ กัน สังคมและประเทศชาติก็จะปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมสีเขียวในที่สุด
 
ภาพจาก www.corbis.com

About the Author

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง

Comments