Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

เลือกใช้กระจกให้เหมาะสมกับภูมิอากาศ

29 Mar 2013 - bomb_agd

ช่วงฤดูร้อนที่เรากาลังเผชิญอยู่ขณะนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีสาหรับการออกแบบอาคารที่ต้องใช้กระจก เพราะทั้งผู้ออกแบบและผู้ที่มีอานาจในการอนุมัติแบบ จะเข้าใจและเห็นภาพได้ดีถึงความร้อนที่เข้าสู่อาคารผ่านกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นคนจ่ายค่าไฟฟ้าเองตอนสิ้นเดือนด้วย ก็ยิ่งจะเข้าใจดีว่า ค่าไฟฟ้าสาหรับการส่องสว่างกับค่าไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ อย่างไหนแพงกว่ากัน

นักออกแบบหลายๆท่านที่นั่งทำงานใส่เสื้อคลุมอยู่ในออฟฟิศที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ อุณหภูมิเท่ากันตลอดทั้งปี พอพักกลางวันหากได้ลงไปเดินในพื้นที่ต่างๆ ที่ไม่ได้เปิดแอร์ซะบ้าง เผลอๆขึ้นมาทางานต่อ อาจมีการปรับเปลี่ยนแบบหรือลดปริมาณการใช้กระจกลงก็เป็นได้

 
ด้วยวัตถุประสงค์ในทางภาพลักษณ์ หรือทางการตลาด อาคารสมัยใหม่ถูกบังคับให้ใช้กระจกในตำแหน่งและปริมาณที่ไม่เหมาะกับภูมิอากาศและทิศทางการรับความร้อนจากดวงอาทิตย์
 
ศูนย์การค้ามักต้องมีกระจกแผงใหญ่ๆ ที่ทางเข้าหลัก ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ถนนหลักอยู่ทางไหน ก็ต้องหันไปทางนั้นไม่ว่าจะเป็นทิศที่รับแดดจัดหรือไม่ ศูนย์การค้าบางแห่ง ต้องติดตั้งผ้าม่านขนาดใหญ่เพื่อกันแดดตอนบ่าย แล้วค่อยเปิดม่านโชว์กิจกรรมภายใน ในตอนค่ำ
 

คอนโดมิเนียมก็ไม่สามารถเลือกทิศได้เช่นกันเพราะช่องเปิดที่ระเบียงของแต่ละยูนิต มีอยู่ทุกทิศรอบอาคาร

 

อาคารสำนักงานประเภทอาคารสูงมักจะใช้รูปแบบตามๆกันไป คือมีแผงกระจกรอบทุกด้าน

 

บ้านพักอาศัยตามโครงการต่างๆ ที่แบ่งเป็นแปลงๆ หันหน้าไปต่างทิศกัน แต่ใช้แบบๆ เดียวกัน

 

สนามบินสุวรรณภูมิ ในความสวยของงานโครงสร้างกระจกนั้น ก็ต้องแลกมาด้วยความร้อนของผู้ใช้อาคาร

 
ใครเคยนั่งทำงานหรือเข้าไปในห้องริมหน้าต่างของอาคารสำนักงานสูงๆ ที่มีแต่ผนังกระจกล้อมรอบ จะเข้าใจดีว่าความร้อนมีพลังแค่ไหน เวลานั่งรถไปบนทางด่วนผ่านอาคารกระจก ลองสังเกตดูว่าเค้าปิดม่านเพื่อกันความร้อน หรือเค้าเปิดม่านเพื่อรับแสงสว่าง บางคนมีห้องทำงานส่วนตัวแต่ไม่เคยแม้แต่เฉียดเข้าไปริมหน้าต่าง
 
มีคนเคยมาเล่าให้ผมฟังว่า เคยไปออฟฟิศสถาปนิกดังคนนึง ซึ่งออกแบบใช้กระจกสูงๆ ด้วยรูปแบบทันสมัย แต่ร้อนมาก อาคารดังกล่าวได้ตีพิมพ์ในแม็กกาซีนหลายๆเล่ม นี่แหละคือข้อเสียของภาพงานสวยๆในแม็กกาซีนที่มันไม่สามารถบอกได้ว่าอยู่สบายหรือไม่
 
ด้วยความที่เป็นประเทศในเขตร้อน แต่การพัฒนาเรื่องรูปการออกแบบสถาปัตยกรรมนั้นเราเลือกที่จะเดินตามประเทศที่อยู่ในเขตหนาว การใช้กระจกในการออกแบบอาคารจึงต้องมีการคำนึงถึงเรื่องการประหยัดพลังงาน  มีคำที่เรามักได้ยินควบคู่กับการใช้กระจกในการออกแบบ คือคำว่า "กระจกประหยัดพลังงาน" ซึ่งก็คือผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมา และตั้งชื่อให้ฟังดูน่าสนใจจากกลุ่มผู้แปรรูปกระจก (บางรูปแบบถูกพัฒนาขึ้นในประเทศเมืองหนาว)  แน่นอนว่าการใช้กระจกประหยัดพลังงานนั้นจะช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าการใช้กระจกธรรมดา แต่สิ่งที่ควรตระหนักก็คือ ไม่ใช้กระจกในที่ที่ไม่ควรใช้ จะประหยัดพลังงานกว่ามาก
 
ดังนั้นคำถามสำคัญก็คือ คุณจำเป็นที่จะต้องใช้กระจกอย่างที่คุณจะใช้จริงๆ หรือ  หรือเพียงแค่มีภาพติดตาจากแม็กกาซีนสถาปัตยกรรมต่างประเทศที่เขาใช้กระจกกันเยอะๆ เราต้องไม่ลืมว่าเขาเป็นเมืองหนาว การใช้กระจกจึงมีผลดีมากกว่าผลเสีย
 
คำว่า"กระจกประหยัดพลังงาน"เป็นวัสดุที่นักออกแบบที่ชื่นชอบการใช้กระจกมักจะหวังพึ่งพา แทนที่จะออกแบบรูปแบบอาคารให้มีร่มเงาที่พอเหมาะ ตามที่ได้เคยเรียนกันมาจากมหาวิทยาลัย โดยลืมไปว่า ที่จริงแล้ว อาคารที่ใช้กระจกในปริมาณมากๆ ก็ไม่ได้การันตีได้ว่าจะเป็นอาคารที่ดูสวย ผิดกับอาคารที่ใช้กระจกในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ใช้มันอย่างสวยงาม มีรายละเอียดการออกแบบที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ยังอาจน่าสนใจมากกว่า
 
พูดถึงอาคารสาธารณะเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป ลองมาดูที่พักอาศัยที่เราต้องใช้มันทุกวันดีกว่าว่า เราพอจะทำอะไรให้ไม่ต้องมาทนทุกข์อยู่กับกระจกได้บ้าง
 
ที่จริงแล้วหลักพื้นฐานก็คือ ใช้กระจกให้เหมาะสมกับทิศ  ทิศตะวันตก เป็นทิศที่ได้รับความร้อนรุนแรงจากดวงอาทิตย์ หรือถ้าเลือกไม่ได้ก็ต้องเพิ่ม ผ้าม่านหนาๆ ระแนงชนิดต่าง ชายคา ปลูกต้นไม้บังแดด เพื่อลดความร้อนกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละท่าน  คนอยู่คอนโดฯ บางท่านก็อาจมีการใช้ฟิล์กรองแสงเข้าช่วย
 
ส่วนใครที่คิดจะแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนชนิดกระจกนั้น ให้ลองพิจารณา
 
1. กระจกสะท้อนแสง  (reflective) ซึ่งเป็นกระจกที่สะท้อนความร้อนได้บ้าง แต่เป็นกระจกที่ดูค่อนข้างทึบ และมีคุณสมบัติด้านการมองเห็นบางอยางที่ไม่เหมาะสำหรับใช้ในที่พักอาศัย 
 
2. กระจกฉนวน (insulated glass unit) เป็นกระจก 2 แผ่น หรือมากกว่า ประกบกันโดยมีช่่องว่างระหว่างกลางแล้วใส่ ก๊าซเฉื่อยเข้าไป ในผิวกระจกด้านในมีการฉาบโลหะเพื่อลดการแผ่รังสีความร้อนความหนากระจกโดยรวมจะหนากว่า กระจกปกติ จะใช้ร่วมกับเฟรมอลมูิเนียมกระจกบ้านทั่วไปไม่ได้
 
3. กระจกพิมพ์ลาย (ceramic frit) เป็นกระจกสกรีนลายลงบนผิว แล้วนำไปอบเพื่อให้ลายที่พิมพ์หลอมยึดติดได้ดีขนึ้กับผิวกระจก ลายที่พิมพ์สามารถกรองแสงได้ มักใช้กันตามงานหลังคากระจก ถ้าสกรีนลายจดุแบบถี่ๆ เล็กๆ และถ้ามองจาก ระยะไกล ก็จะดูกลมกลืนจนไม่รู้สึกถึงลายจดุ  
 
4. กระจกฝ้า สามารถผลิตได้จากหลายวิธี แต่การใช้กระจกฝ้าจะทำให้สูญูเสียการมองเห็นวิวข้างนอกไปเลย  
 
กระจกทั้ง4 ชนิดนี้ โดยรายละเอียดเฉพาะของแต่ละชนิด คงต้องพูดกันอีกยาว และด้วยความยุ่งยาก กับหน้าตาที่ไม่เหมือนกระจกใสธรรมดาทั่วไป จึงไมค่อยมีการนำมาใช้ในงานกระจกบ้านพักอาศัย และที่สำคัญ ช่องแสงที่ได้รับแสงแดด แบบตรงๆ (direct sun) นั้นเราจะใช้กระจกอะไรก็ช่วยไม่ได้มาก ต้องใช้องค์ประกอบอื่นๆ ของการออกแบบเข้าช่วย รวม ไปถึงความอดทนของผู้ใช้อาคารด้วยครับ
 
 
เลือกใช้งานกระจกอาคารในตาแหน่ง และปริมาณที่เหมาะสมกับภูมิอากาศของประเทศเรากันเถอะครับ
 

About the Author

บอม สถาปนิกบริษัทรับออกแบบติดตั้งกระจก ผู้หลงเสน่ห์กระจกในงานโครงสร้างมีดีไซน์ จะพาเราไปรู้จักโลกของกระจก และเรื่องราวอื่นๆ ที่เกี่ยวกับบ้าน ทักทายคุณบอมได้ที่ http://www.facebook.com/ArchitecturalGlassDetailer?fref=ts

Comments