Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

สว่างไว้ก่อน ปลอดภัยกว่า ตอนที่ 2

15 Aug 2012 - Punlop

จบเรื่องสัปดาห์ที่แล้ว ที่ว่าด้วยเรื่องระยะเว้นสำหรับติดดาวน์ไลท์ และความแข็งแรงของโครงสร้างก่อนจะติดตั้งแชนเดอเลียร์ มาต่อกันเรื่องที่ว่าแล้วจะติดตั้งโคมไฟตรงไหนให้มันปลอดภัยดีละ?
ถ้าว่าเรื่องความสว่างแล้ว หากเอาตามมาตรฐานสากลบ้านเรา คงต้องดูที่ตารางนี้ครับ

ลำดับที่ สถานที่ (ประเภทการใช้งาน) ความเข้มของแสงสว่าง (ลักซ์)
1.1    ที่จอดรถ 50
1.2    ห้องเก็บของ 50
1.3    ห้องน้ำ ห้องส้วม 100
1.4    ทางเดิน บันได 100
1.5    ห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่น 100
1.6    ห้องประกอบอาหาร 300
1.7    ห้องรับประทานอาหาร 100
1.8    ห้องนอน 50
1.9    บริเวณทำงาน 300

ตาราง 1 : ค่าความเข้มของแสงสว่างจากแสงประดิษฐ์สำหรับอาคารอยู่อาศัยขั้นต่ำ (อ้างอิงจาก คู่มือแบบประเมินอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หมวดที่ 5 ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง : ข้อกำหนดของสมาคมไฟฟ้าแสงสว่างแห่งประเทศไทย (TIEA))

 

แต่เราบ้านๆนี่ครับ ใครจะมานั่งดูว่า lux (ลักซ์) เท่าไหร่ ต้องใช้ lux meter มาจับ . . ไม่เอาด้วยหรอก . .

ภาพ 1 : Lux  Meter

เครื่องหนึ่งประมาณ  1,xxx บาท (พันบาทต้นๆ)  ครั้นจะซื้อมา 1 เครื่องเพื่อมาดูว่าไฟสว่างเพียงพอ/ปลอดภัยต่อการทำกิจกรรมหรือเปล่าเนี่ยนะ คงกระไรอยู่ ?? ( lux meter ราคาที่ว่าเป็นแบบ starter kit เลยนะครับนั่น) ทีนี้เราจะคิดไวๆยังไง ที่พอจะทราบได้ว่าสว่างเพียงพอ ผมใช้ “สูตรกู” (ขออภัยที่พูดไม่เพราะ แต่เป็นสูตรนี้ผมใช้ประมาณคร่าวๆทุกครั้งจริงๆครับ)

ก็คือว่า ถ้าฝ้าสูงประมาณ 2.50-2.60 ม. สามารถใช้วัตต์หลอดไฟในห้องนั้นๆทั้งหมด เอามารวมกัน หารพื้นที่ในห้องนั้น แล้วต้องอยู่ที่ประมาณ 5-9 วัตต์/ตร.ม.  เงื่อนไขนี้ผมใช้ในห้องนอนครับ ซึ่งห้องนอนมันใช้แสงไม่มาก ประมาณ 50 lux (จากตาราง) ที่ผมกะคร่าวๆแบบในทันที คือ หลอดประหยัดไฟเบอร์ 5 จำนวน 4 หลอด ใช้หลอดขนาด 20 วัตต์ / พท. 4x4 ตร.ม. ซึ่งถ้าคำนวณออกมาก็จะได้ 5 วัตต์/ตร.ม. เลยทีเดียว

อันที่จริงแล้ว  5 วัตต์/ตร.ม. สำหรับผมถือว่าสว่างมากเหมือนกัน ทั้งนี้ความสว่างจะขึ้นกับชนิดของดวงโคมและการสะท้อนของ reflect ที่อยู่ในโคมว่ามีประสิทธิภาพมากขนาดไหนด้วยครับ รวมทั้งสีที่ทาห้องด้วยเช่นกัน ใช่ว่าจะขึ้นกับกำลังไฟฟ้าของหลอดไฟเพียงอย่างเดียว  ถ้าห้องที่ต้องใช้แสงสว่างมากขึ้น ก็ขอให้เพิ่มจำนวนวัตต์จากหลอดไฟเพิ่มเข้าไปด้วยครับ (แต่มันเป็นการประมาณที่หยาบมากกกกกก เลยนะครับ จึงเชื่อได้ว่าเป็น “สูตรกู”) แต่ผมใช้สูตรนี้แล้วมันก็ ok นะครับ แหะๆ

 

***ตัวที่ผมแจ้งว่า 20 watt นั้น เป็นหลอดประหยัดไฟทอร์นาโด(ยี่ห้อขอไม่โฆษณาครับแหะๆ) ที่ผมใช้ที่ห้องนอนผมครับ และเนื่องจากมันเป็นหลอด compact ประสิทธิภาพสูง ผมแนะนำว่าให้ลองซื้อมา 2-4 หลอด แล้วลองดูครับว่า มันสว่างเกินไปมั้ยในแต่ละห้อง (อย่าเพิ่งซื้อทีเดียวครบทั้งหลังครับ) เพราะจะแจ้งด้วยซ้ำว่าผมใช้แค่ 3 หลอดเองครับ สว่างเวอร์เลยทีเดียว T_T เนื่องจากผมอาจจะใช้วัตต์สูงไป ถ้าใช้สำหรับห้องนอนจริงๆแล้ว ใช้เพียง 10-15 วัตต์ จำนวน 4 หลอด ก็สว่างเพียงพอแล้วครับ (2.5 วัตต์/ตร.ม. ด้วยซ้ำนะครับนั่น) แต่ความสว่างผมเชื่อว่าเกิน 50 lux สำหรับห้องนอนแน่นอน

ที่มาของสูตรนี้คือ ตอนทำรายการคำนวณปริมาณการใช้ไฟแสงสว่าง สำหรับส่งประกวดบ้านประหยัดพลังงาน ทางผู้ตรวจสอบจะมีข้อที่ให้คำนวณปริมาณไฟของหลอดไฟทั้งหมด ต่อบ้าน 1 หลัง แล้วต้องต่ำกว่า 25 วัตต์/ตร.ม. (ถ้าถึง 25 วัตต์/ตร.ม. บ้านนั้นคงสว่างพอๆกับ 7-11 เลยทีเดียวครับ) แต่ผมคำนวณทั้งบ้านเฉลี่ยออกมาได้เพียง 3-5 วัตต์/ตร.ม. เท่านั้นเอง ซึ่งใช่ว่าต่ำแล้วจะผ่านนะครับ

ทางทีมตรวจสอบเค้าจะเช็คด้วยว่าผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยของปริมาณแสงด้วยหรือไม่ (อ้างอิงจากตารางนั้นแหละครับ) หลังจากที่ผมและทีมตรวจสอบมานั่งเช็คดูแล้ว ความสว่างมันปลอดภัยเพียงพอ (บางห้องล้นเหลือเลยทีเดียว) ผมเลยนำตัวเลขนี้เก็บไว้ในใจเสมอมา ประมาณว่ามันเป็น MAGIC NUMBER สำหรับคำนวณไฟคร่าวๆ ว่าห้องนี้ควรจะใช้ไฟกี่วัตต์ ประมาณกี่หลอด

ถัดมาคือ จุดที่ควรวางไฟให้ปลอดภัยนั้นก็มีมากพอสมควรเลยทีเดียวครับ ขอแบ่งเป็นข้อๆเลยครับ มันเยอะเหลือเกิน ^^

      1. ไฟประตูรั้วหน้าบ้าน , ไฟรั้วหลังบ้าน ไว้ตรวจสอบผู้มาเยือน และระวังภัยในบางจุด ป้องกันการเกิดอาชญากรรม

      2. ไฟนอกบ้าน , ไฟข้างบ้าน หลายครั้งเรามักจะลืมที่จะติดตั้งไฟบริเวณกันสาดด้านนอกของชั้นล่าง ทำให้ดูมืดและไม่ปลอดภัย (มันเป็นความรู้สึกของผมนะครับ แต่ถ้าติดไว้ก็ดีกว่า สำหรับบ้านที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขโมยชื่นชอบ จำพวกบ้านหลังสุดท้ายอยู่สุดซอย หรือบ้านติดกำแพงฝั่งนอกหมู่บ้าน เป็นต้น)

      3. ไฟบริเวณทางเดินเข้าบ้าน / โรงจอดรถ ควรจะติดบริเวณทางเดิน (หลอดผอมฟลูออเรสเซนต์ ดูจะเหมาะสุดครับ)

      4. ไฟห้องรับประทานอาหาร , ห้องนั่งเล่น , ห้องทำงาน , ห้องนอน  ผมแนะนำว่า ดาวน์ไลท์ 4 จุด / ห้อง 4x4 คงจะเป็นสิ่งที่ผมพบเจอบ่อยครับ และมักจะมีโคมซาลาเปา 1 จุดที่กลางห้อง ทั้งนี้ผมชอบไฟดาวน์ไลท์ 4 จุดมากกว่าครับ เพราะมันสว่างกว่าโคมซาลาเปา 1 จุดที่อยู่กลางห้อง แต่ถ้าห้องมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็อาจจะเพิ่มดาวน์ไลท์หรือเปลี่ยนโคมดาวน์ไลท์เป็นโคมฟลูออเรสเซนต์ไปเลยก็ได้ครับ (หากไม่สนใจเรื่องความสวยงามมากนัก) เพราะไฟในห้องเหล่านี้มักจะเปิดนานกว่าห้องอื่นๆ แต่ขอให้สำรวจจากกิจประจำวันของแต่ละท่านด้วยตนเองว่าห้องไหนควรใช้หลอดแบบไหนจะดีกว่าครับ : )

      5. ไฟห้องครัว , ห้องน้ำ , ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า  มาตรฐานความส่องสว่างก็เยอะอยู่แล้ว และห้องเหล่านี้ก็มักจะเป็นที่ๆเรามีกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา/ระมัดระวังมากเป็นพิเศษจริงๆ ขอแนะนำเรื่องไฟห้องครัวว่ามีไฟติดผนังชนิดที่เป็นไฟสาดลงบนเคาน์เตอร์ครัว ก็จะดีเช่นกันครับ 

photo by pongchaishop

เพราะว่าบ่อยครั้งจะต้องทำอาหารโดยที่ไฟอยู่เหนือหัวเรา แต่ส่องไม่เห็นวัตถุที่กำลังจับ หรือเห็นแต่ก็ไม่ชัดเจนนัก เพราะมีเงาของตัวผู้ใช้งานบังอยู่ และเดี๋ยวนี้บริเวณพัดลมดูดควันก็จะเป็นแบบชนิดที่มีไฟปิด-เปิด ได้ด้วยเช่นกัน สร้างความสะดวกแก่ผู้ใช้งานสุดฤทธิ์เลยทีเดียว (ข้อนี้ผมสังเกตจากหลายๆบ้านและ recommend โดยคุณแม่ครัวของบ้านผมเลยทีเดียวครับ)

     6. ไฟทางเดินในบ้าน , บันไดในบ้าน  ตัวไฟทางเดินในบ้านคงต้องดูเป็นจุดๆไปว่า บริเวณนั้นเดินผ่านเข้าออกบ่อยมั้ย หากมีกิจกรรมการใช้งานเป็นประจำ ควรจะสว่างกว่าจุดที่ไม่ค่อยได้ใช้งานครับ ส่วนบันไดมักจะเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ควรจะมีความสว่างประมาณห้องนั่งเล่น , ห้องทำงานครับ และจุดนี้มักจะเป็นจุดที่จะใช้สวิทซ์สองทาง นั่นคือ เรายืนอยู่ที่โถงบันไดชั้นล่าง สามารถเปิดไฟตรงชานพักบันไดได้ แล้วหลังจากนั้นเดินขึ้นมาที่โถงบันไดชั้นสอง เราสามารถกดปิดไฟที่ชานพักบันไดได้เลย โดยที่ไม่ต้องลงไปปิดไฟที่ด้านล่าง (ตอนเช้ามืดก็เปิดไฟที่ชานพักตอนที่จะเดินลงเช่นกัน) ผมเห็นหลายบ้านชอบติดแชนเดอเลียร์ที่บริเวณโถงบันได เพราะความสวยงาม แต่อยากจะบอกว่า เปลี่ยนหลอดไฟทีนี้ นอกจากเปลี่ยนยากไม่พอ ยังอันตรายอีกต่างหาก หากไม่เน้นความสวยงามมากนัก เปลี่ยนเป็นหลอดไฟติดผนัง (ไฟกิ่ง) แทนก็ดีเหมือนกันครับ สวยเช่นกัน และปลอดภัยสำหรับผู้เปลี่ยนหลอดด้วยครับ

เคยมีบางท่านแย้งกับผมว่า ไฟประตูรั้วหน้าบ้าน ไม่ต้องเปิดบ่อย เปิดแค่ช่วง 2 ทุ่มถึง ตี 4 ก็พอแล้ว ไม่อยากเปลืองไฟ  (8 ชม.) . . ในความเห็นนี้ ผมขอเรียนข้อเท็จจริงที่ผมคำนวณมาว่า หากท่านเปลี่ยนระยะเวลาเปิดไฟเป็น 6 โมงเย็น ถึง 6 โมงเช้า จะช่วยทำให้ท่านปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยลดค่าใช้จ่ายในการทำประกันโจรกรรมไปได้โขอยู่ . .

ลองคิดแบบนี้ครับ ปกติดวงโคมหลอดตะเกียบขนาด 14 วัตต์ เปิดไฟที่ประตูรั้ววันละ 8 ชม เปลี่ยนเป็น 12 ชม ต่างกัน 4 ชม  จะเสียค่าไฟฟ้า  14 วัตต์ x 4 ชั่วโมง x 30 วัน = 1,680 วัตต์/เดือน  คิดเป็นปริมาณไฟฟ้าจำนวน 1,680/1,000 = 1.68 ยูนิต/เดือน  ค่าไฟฟ้ายูนิตละ 3 บาท ฉะนั้นจะมีค่าไฟเพิ่มอยู่ที่ 1.68 ยูนิต x 3 บาท = 5.04 บาท/เดือน ผมเข้าใจว่าเงินจำนวน 5 บาท/เดือน/หลอด หรือ 60 บาท/ปี/หลอด ติดสัก 10 หลอด เสียค่าไฟเพิ่ม 600 บาท/ปี ผมว่าเงินจำนวนนี้คงจะทำให้ท่านปลอดภัยมากขึ้นกว่าการจ่ายค่าเบี้ยประกันโจรกรรม ปีละหลายพัน หลายหมื่นบาทอีกนะครับ

 

ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้ท่านประหยัดไฟ แต่ในความประหยัดนั้นหากนำมาซึ่งภัยอันตราย คงจะไม่เหมาะสมครับ ฉะนั้นแล้ววันนี้เราได้พูดคุยถึงเรื่อง “ความปลอดภัยในทุกกิจกรรมภายในบ้าน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และความประหยัดเงินในกระเป๋าสตางค์” จากการติดตั้งหลอดไฟอย่างถูกต้องแล้วนะครับ หวังว่าจะช่วยให้ท่านผู้อ่านได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมดวงโคมให้เหมาะสมกับการใช้งานนะครับ : )

ภาพที่จะนำมาให้ชมต่อไปนี้จะรวมทั้งดาวน์ไลท์  โคมซาลาเปา  ไฟกิ่งติดผนัง  แชนเดอเลียร์ (มีทั้งแบบโคมระย้า และแบบคริสตัลที่คล้ายโคมซาลาเปา) ครับ

 

 

 

 

About the Author

วิศกรรุ่นใหม่ที่นอกจากจะไฟแรงแล้วยังสนใจเรื่องการก่อสร้างบ้านประหยัดพลังงาน คุณ พัลลภ จันทรดิลกรัตน์ ทายาทบริษัทรับสร้างบ้านสหสุธา เก็บเอาเรื่องราวในงานก่อสร้างบ้านมาเล่าให้ฟังอย่างง่ายๆ ประสาวิศวกรหนุ่มมุมมองดี

Comments

akanek_ja_ja's picture

ได้ความรู้เรื่องการกำหนดจุดติดโคมแสงสว่างในบ้านให้ปลอดภัยสำหรับคนในบ้านมากๆ เลยค่ะ  โดยเฉพาะ สูตร "กู" ที่จะต้องขอยืมไปใช้บ้างนะค่ะ

แต่ถ้าได้ "สว่าง" แล้ว แต่ยังไม่ "สวย"  ก็ต้องไปอ่านบทความเรื่องการจัด Lighting Design แสงสัมผัสได้ด้วยจินตนาการ  ของทาง L&E กันต่อนะค่ะ    ทีนี้จะได้ทั้ง สว่าง ทั้ง สวย ครบเลยค่ะ  

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง