Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

Lifehouse - A new generation of homebuilder

06 Feb 2012 - akanek_ja_ja

ลองจินตนาการถึงการอยู่อาศัย ที่บ้านสามารถอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอย่างสมบูรณ์แบบ บ้านที่สามารถใช้ประโยชน์จากสายลมเย็น แสงแดด แสงธรรมชาติ คุณภาพของอากาศแวดล้อม นำมาปรุงแต่งกับองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ของบ้านอยู่เย็นที่ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศตลอด 24 ชม. บ้านที่มีพื้นที่Relax สัมผัสวิถีชีวิตสีเขียว (Green Living) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน unique มีStyle และ ยั่งยืน เหล่านี้เป็นแนวความคิดหลักของ Lifehouse Design & Construction Co.,Ltd. กลุ่มสถาปนิกและวิศวกรที่เชี่ยวชาญการสร้างบ้าน อาคารเขียว

 

สถาปัตยกรรม เพื่อความยั่งยืน
 
จากกลุ่มเพื่อนต่างเวลา ต่างวาระ ที่ประกอบด้วย คุณวิทยา อึ้งสุวรรณพานิช   Business Development/Marketing ผู้ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมการสร้าง Brand ของ “lifehouse” คุณอภิธัช พรหมสิริแสง และ คุณไพบูลย์ วังรุ่งเรืองกิจ  Chief Architect  ร่วมกันรับผิดชอบในส่วนของทีมสถาปนิกงานออกแบบบ้านที่เน้นคอนเซ็ปในเรื่อง green design และคุณสุทธิศักดิ์ มงคลจริง Chief Engineer ผู้ดูแลด้านงานฝ่ายวิศวกรรมการก่อสร้าง ทั้งสี่หนุ่ม เป็นคนรุ่นใหม่ ไฟแรง และต่างก็มีจิตสำนึกในเรื่องการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทุกคนจึงได้รวมตัวกันเพื่อนำประสบการณ์ด้านการออกแบบก่อสร้างอาคารบ้านพักอาศัย และอาคารสาธารณะกว่า 10 ปี มาหลอมรวมเป็น Lifehouse Design & Construction Co.,Ltd. ที่นำเสนอสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานเพื่อความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน
 
 
ความแตกต่างของ Lifehouse มาจากการนำเสนอแนวคิดGreen Living หรือการอยู่อาศัยยุคใหม่ ที่สอดคล้อง กลมกลืนไปกับธรรมชาติ สามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติรอบตัว ทั้งในด้านสถาปัตยกรรมสีเขียว (Green Architecture) ระบบเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) และระบบก่อสร้างสีเขียว(Green Build) ที่เหมาะสม ส่งผลให้ผู้อาศัยมีสุขภาพดี อยู่สบาย ประกอบกับการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการพึ่งพาพลังงาน เพื่อการอยู่อาศัยในวิถีที่ยั่งยืน
 
แก่นการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
 

งานสถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นสามารถให้ความสวยงาม น่าอยู่ได้ไม่แพ้บ้านสไตล์ต่างๆ หนำซ้ำบ้านทุกหลังไม่ว่าจะออกแบบสไตล์ไหน จะเป็นบ้านสร้างใหม่ บ้านที่มีอยู่เดิม หรือบ้านที่ต้องการซ่อมแซมปรับปรุง ก็สามารถเป็นบ้านสีเขียวได้ หากเจ้าของบ้านรู้และเข้าใจหลักในการทำบ้านให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Lifehouse เองแม้จะเน้นการออกแบบก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแต่ก็มีการนำเสนอแบบบ้านที่มีความหลากหลายเช่นกัน ทั้งแบบบ้านสไตล์โมเดริน์และแบบไทยประยุกต์ แต่ไม่ว่าจะเป็นบ้านสไตล์หรือรูปแบบไหน ล้วนอยู่บนพื้นฐานการออกแบบที่ยึดเอา “แก่น” ของงานการออกแบบที่ว่า “การออกแบบบ้านหรืออาคารพักอาศัยเพื่อให้อยู่สบาย ใช้วัสดุประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

บ้านประหยัดพลังงานไม่จำเป็นต้องแพงและก็สวยได้ เพียงแต่สถาปนิกต้องคิดโจทย์มากกว่าการออกแบบบ้านทั่วไป เพราะนอกจากต้องคำนึงถึงความต้องการของเจ้าของบ้าน ยังต้องแฝงแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้คนรู้จักใช้ธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง คุ้มค่า ประหยัดพลังงานของโลก และเจ้าของบ้านเองก็สามารถอยู่อาศัยได้จริงด้วยไลฟ์สไตล์ของสังคมเมือง
 

บ้าน ใช้งานต่างกัน แต่แก่นการออกแบบเหมือนกัน

หนึ่งขั้นตอนสำคัญในการออกแบบคือการพูดคุยสอบถามถึง lifestyle ของเจ้าของบ้าน เพราะการจัดวางโซนนิ่งบ้านให้เป็นบ้านสีเขียวนั้น ควรทราบไปถึงการใช้งานของห้องแต่ละห้อง เช่น ห้องใดใช้งานตอนกลางวัน หรือตอนกลางคืน หรือใช้ทั้งตอนกลางวันและตอนกลางคืน ห้องใดไม่จำเป็นต้องใช้ระบบปรับอากาศหรือห้องใดต้องใช้การปรับอากาศเข้าช่วย ข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการเลือกวัสดุก่อสร้างและจัดวางตำแหน่งห้องแต่ละห้องโดยตรง ซึ่งการออกแบบของ lifehouse จะแบ่งลักษณะที่ใช้งานออกเป็น 3 แบบ โดยแต่ละประเภทจะมีการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่แตกต่างกันไปตามการใช้งาน

ห้องที่ใช้ระบบปรับอากาศแบบ active 100% หมายถึงห้องที่ต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศทั้งระบบ เช่น แอร์ เครื่องทำความร้อน
ห้องที่ใช้ระบบปรับอากาศแบบ passive 100% คือห้องที่ไม่พึ่งระบบปรับอากาศใดๆ เลย สามารถอยู่ได้ด้วยธรรมชาติ ซึ่งมักเป็นผลมาจากการออกแบบ จัดโซนนิ่งห้องที่เข้ากับธรรมชาติรอบตัว
ห้องที่มีการใช้งานทั้งระบบ active และ passive จะเป็นการพึ่งพาระบบปรับอากาศบ้างในบางช่วงเวลาและพึ่งพาธรรมชาติสลับกันไป

Simulation Program : จำลองการใช้พลังงานภายในบ้านก่อนสร้างจริง
หนึ่งตัวช่วยในการสร้างบ้านประหยัดพลังงานที่ lifehouse นำมาใช้ในการออกแบบก่อสร้างให้กับเจ้าของบ้าน คือการทำ energy simulation
ในการทำ simulation ให้กับเจ้าของบ้าน จะเป็นการคำนวณทิศทางแดด ทิศทางลมเบื้องต้น โดยเลือกกำหนดช่วงเวลาวันที่ร้อนที่สุด วันที่อากาศเย็นที่สุด และหรือวันที่มีเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่าๆ กันมาทำ เพื่อดูมุมแดดที่เข้ามาภายในห้องก่อนการสร้างจริง เพื่อออกแบบอุปกรณ์บังแดด และวัสดุอย่างเหมาะสม ซึ่งตรงนี้ ทาง lifehouse จะให้ความรู้กับเจ้าของบ้านถึงแนวคิดในการออกแบบและจัดวางห้อง และผลกระทบต่อการใช้พลังงานในบ้านไปพร้อมๆ กัน

สร้างบ้านสีเขียวไม่จำเป็นต้องต่างจากบ้านทั่วไป
มาถึงประเด็นที่ว่า การสร้างบ้านประหยัดพลังงานนั้นต่างจากการสร้างบ้านทั่วไปหรือไม่ เรื่องนี้ lifehouse อธิบายให้เราฟังถึงแนวทางการก่อสร้างบ้านประหยัดพลังงานว่า การสร้างบ้านประหยัดพลังงานนั้นทำได้หลายระดับ ตั้งแต่บ้านที่เรียกว่าบ้านอัจฉริยะ สามารถเปิด-ปิดหน้าต่างอัตโนมัติเมื่อแสงแดดส่องเข้ามาในบ้าน หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิภายในห้องเพื่อปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ในองศาอยู่สบาย หลังคาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ หรือการนำน้ำจากเครื่องปรับอากาศมาใช้กับเครื่องทำน้ำร้อนภายในบ้าน แต่บ้านในระดับนี้ต้องใช้งบประมาณก่อสร้างสูงมากเพราะเจ้าของบ้านเริ่ม เล่นกับวัสดุก่อสร้างมากขึ้น จนไปถึงบ้านราคาปานกลางที่ใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อยู่สบาย พึ่งพาพลังงานน้อยลง แต่สิ่งที่ทำให้บ้านทุกหลังสามารถเป็นบ้านประหยัดพลังงานได้ด้วยตัวเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ คือ การ จัดฟังก์ชั่นใช้งานและการตำแหน่งห้องให้เหมาะสมกับทิศทางของแดดและลม ซึ่งในจุดนี้ราคาการก่อสร้างของบ้านสีเขียวก็ไม่ได้แพงไปกว่าบ้านจัดสรรหรือบ้านทั่วไปเลย

บ้านที่ lifehouse รับสร้างและออกแบบจะเป็นบ้านระดับราคากลางๆ ตั้งแต่ 3-5 ล้านขึ้นไป จนถึงระดับ 10 ล้านขึ้นไป บางหลังราคาไปถึงเกือบ 20 ล้าน เหตุผลที่ราคาบ้านสูงนั้นเป็นเพราะเจ้าของบ้าน กล้าและสนใจที่จะใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น เพิ่มฉนวนกันความร้อนจาก 3 เป็น 6 หรือ 12 นิ้ว ซึ่งผลที่ได้คือ อุณหภูมิภายในบ้านลดลงได้มาก หรือหันมาใช้ โซลาร์เซลล์ หรือเปลี่ยนมาใช้กระจกฉนวนกันความร้อนที่หนาขึ้น ฯลฯ

แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า บ้านสีเขียวจะต้องใช้วัสดุชนิดพิเศษหรือราคาแพงเท่านั้น เพียงเรารู้จักจัดโซนนิ่งบ้านให้ดี มีกิจกรรมที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ใช้พลังงานอย่างถูกวิธี และเข้าใจถึงแก่นการอยู่อาศัยแบบยั่งยืน เราก็จะได้บ้านสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงานมาฟรีๆ แล้ว ถ้าเทียบกันระหว่างสร้างบ้านกับบริษัทสร้างบ้านทั่วไป สิ่งที่เจ้าของบ้านจะได้เหมือนๆ กันคือบ้านหนึ่งหลัง แต่สิ่งที่ได้ไม่เหมือนกันคือ บ้านที่ใช้พลังงานน้อย อยู่สบายและ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างการปรับห้องให้รับกับธรรมชาติรอบตัวแบบง่ายๆ เช่น การจัดให้ห้องที่ถูกใช้งานหลักอยู่ทางทิศเหนือ ก็สามารถใส่บานกระจกใสบานใหญ่แทนผนังทึบป้องกันแสงได้ ไม่ต้องมีชายคาสำหรับบังแดดบังฝน รบกวนสายตา และเมื่อผนังทึบถูกแทนที่ด้วยกระจกใส ห้องก็สว่างจากแสงธรรมชาติที่เข้ามา การใช้งานห้องในตอนกลางวันก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟแสงสว่าง ไม่ต้องติดม่านบังแสง เมื่อแดดไม่เข้าห้องปริมาณความร้อนในห้องก็จะน้อยลงตามไปด้วย ช่วยลดภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศลง เป็นการอยู่อาศัยที่ลดใช้พลังงานแบบง่ายๆ ได้แล้ว

Lifehouse family
เจ้าของบ้านที่สร้างบ้านกับทาง lifehouse นั้นส่วนใหญ่ สนิทสนมจนกลายเป็น “lifehouse family” ซึ่งเข้าใจได้เพราะจะสร้างบ้านหลังหนึ่งก็กินเวลาเฉลี่ย8-14 เดือน เจ้าของบ้านและทีมออกแบบก่อสร้างจึงต้องมีการพูดคุยกันเป็นระยะ จนกว่าบ้านจะเสร็จเรียบร้อยและเจ้าของบ้านย้ายเข้าอยู่ เป็นที่เรียบร้อย

และที่น่าสนใจคือ กลุ่มลูกค้าของ lifehouse ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุประมาณ 30 ต้น ที่พร้อมสร้างครอบครัวใหม่ กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่จึงเป็นสัญญาณที่บอกเตือนให้รู้ว่า เดี๋ยวนี้ คนรุ่นใหม่สนใจเรื่องคุณภาพชีวิตมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนมากกว่าแค่ความโก้หรู สวยงามเท่านั้น

มาตรฐานการทำงานแบบ เข้มข้น
พอบอกว่าสร้างบ้านประหยัดพลังงาน หลายคนเริ่มตั้งคำถามขึ้นในใจว่า ต้นทุนการก่อสร้างจะแพงกว่าบ้านทั่วไปหรือไม่ หากเจ้าของบ้านมีการตกลงให้ทาง lifehouse ดูแลดำเนินการทั้งระบบตั้งแต่ทำแบบบ้านจนถึงเข้าควบคุมการก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายโดยรวมจะหมดปัญหาบานปลาย การันตีด้วยมาตรฐานการทำงานที่ใช้คำว่า QCแบบเข้มข้น แบบก่อสร้างทุกโปรเจคที่ออกมาจะต้องชัดเจน(แบบที่ชัดเจนทั้งเรื่องรูปร่างหน้าตา สเปควัสดุ ฯลฯ ) เพราะเชื่อว่าแบบที่ดี ทำให้งบประมาณไม่บานปลาย ตรงตามความต้องการ คุ้มค่า มีการส่งทีมผู้รับเหมาที่ทำงานกับ lifehouse อบรมความรู้เพิ่มเติม เช่น การอบรมเพิ่มเติมเรื่องห้องน้ำกับทาง COTTO และมีการเข้าควบคุมและตรวจสอบทุกขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่งานโครงสร้างจนถึงงานระบบสาธารณูปโภคต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการรับประกันผลงานหลังก่อสร้างเสร็จ ตามตารางข้างล่างนี้

 

การรับประกัน ระยะเวลาในการรับประกัน/ปี
รับประกันงานโครงสร้าง 5 ปี
รับประกันงานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายใน 1 ปี
รับประกันระบบไฟฟ้า สุขาภิบาล 1ปี

 

ส่วนเรื่องการคิดค่าแบบนั้น ทาง lifehouse จะเรียกเก็บแบบ เหมาเป็นตร.ม. ในอัตรา ตร.ม.ละ 800 บาท แทนการคิดเป็น % แบบทั่วๆไป ซึ่งเมื่อนำมาคิดเฉลี่ยแล้วต่อการก่อสร้างทั้งหมดแบบคร่าวๆ ถ้าสร้างกับ lifehouse จะตกที่ ตร.ม. ละ 17,000 บาท ซึ่งเป็นราคาก่อสร้างบ้านในระดับปานกลาง เมื่อเทียบกับบ้านตลาดบนที่ราคาต่อตารางเมตรจะตกอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป

แฟร์ ชัดเจน ไม่เอาเปรียบลูกค้า
ปรัชญาในการทำงานของ Lifehouse คือ ยุติธรรม ชัดเจน ไม่เอาเปรียบลูกค้า และทราบดีว่าการสร้างบ้านทุกหลังก็มีปัญหาอยู่เสมอ แต่จะจริงใจในการแก้ปัญหา และทำให้ลูกค้าเห็นถึงความจริงใจในการแก้ปัญหาหรือไม่ต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของบริษัทที่รับสร้างบ้าน ว่าคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างให้ออกแบบและสร้างบ้านบ้านที่เหมาะกับการใช้งานของผู้อาศัยอย่างแท้จริงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แบบบ้านสำเร็จรูป VS แบบบ้านออกแบบใหม่
เรื่องแบบฟรีที่ทำแจกนั้น ทาง lifehouse ให้ความเห็นว่า ข้อดีของแบบสำเร็จรูป คือ รวดเร็ว ขออนุญาตได้เร็วกว่า ค่าใช้จ่ายถูกกว่าเพราะไม่ต้องเสียค่าแบบให้กับสถาปนิก แต่ข้อเสียคือ แบบที่ได้มามักจะไม่สอดคล้องกับทิศทางสายลม แสงแดด ของแต่ละพื้นที่ เพราะอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น สิ่งสำคัญที่สุดของการสร้างบ้านสีเขียว คือการจัดวางบ้านดีๆ เข้าใจแก่นของการอยู่อาศัยแบบยั่งยืน รู้จักใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างถูกวิธี

ห้องใช้งานเหมือนกันแต่หันทิศไม่เหมือนกัน การใช้พลังงานก็จะแตกต่างกัน เป็นการยากที่จะได้บ้านประหยัดพลังงานจริงๆ เนื่องจากการออกแบบไม่ได้ถูกคิดขึ้นมาโดยคำนึงถึงสถานที่จริง ทั้งยังไม่รู้แน่ชัดว่าข้อมูลสภาพที่ดินเป็นอย่างไร แต่หากมีงบประมาณ การทำแบบบ้านที่เข้ากับสภาพพื้นที่จริงและประโยชน์ใช้งานจะดีกว่า เพราะเจ้าของบ้านแต่ละคนมีการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน

แค่คิดจะรีโนเวท ก็กรีนแล้ว

นอกจากการก่อสร้างบ้านแล้ว lifehouse เองยังมีบริการชุบชีวิตหรือ renovate บ้านหรืออาคารพักอาศัยที่อยู่เดิมให้กลายเป็นบ้านประหยัดพลังงานได้อีกด้วย

สำหรับแนวคิด Green Living การปรับปรุงหรือ renovate บ้านใหม่ คือหลักการ reuse อย่างหนึ่ง เป็นการใช้หลักการก่อสร้างสีเขียวในการชุบชีวิตที่อยู่อาศัยขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่แค่การปรับปรุงให้กับมาสวยเหมือนใหม่อีกครั้ง แต่จะสอดแทรกทางออกในเรื่องการใช้พลังงานจากธรรมชาติเข้าไปด้วย เช่น การเพิ่มช่องเปิดรับแสง การเสริมฉนวนให้ห้องที่โดนแดดเป็นเวลานาน ทั้งนี้เพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน

วิศวกรโครงสร้างของทาง lifehouse แนะนำให้กับผู้ที่ต้องการปรับปรุงบ้านหรืออาคารเก่านั้น ก่อนอื่นต้องดูปัญหาหน้างานเสียก่อน เช่น สภาพปัจจุบันของอาคาร ดูปัญหาของตัวอาคารที่เกิดขึ้น เช่น ถ้ามีปัญหาเรื่องแสงแดด ก็ต้องแก้ปัญหาที่ตำแหน่งช่องเปิดต่างๆ ปลูกต้นไม้บังแดดให้บ้าน ปรับวัสดุบังแดดให้ถูกทิศทางของแสงแดด ซึ่งคอนเซ็ปการออกแบบนั้นใช้หลักการทั่วไปไม่ต่างจากการออกแบบบ้านใหม่

นอกจากนี้ยังฝากเตือนไปถึงเจ้าของบ้านว่า การ renovate มีโอกาสเสี่ยงต่อค่าใช้จ่ายในการ renovate ที่อาจบานปลายได้ หรือในภาษาช่างเรียกว่า ทุบแล้วลาม เพราะบางกรณีที่ผู้รับเหมาคิดประเมินไว้เพียงค่ารื้อทุบผนังเท่านั้น แต่เมื่อทุบจริง ปรากฏว่าเกิดปัญหาลุกลามในส่วนอื่นๆ ตามมา เช่น ฝ้าผุ ปลวกกินโครงสร้าง ทำให้ต้องมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนที่พบปัญหาภายหลัง
งานออกแบบตกแต่งภายในและงานจัดภูมิทัศน์

นอกจากบริการงานก่อสร้างที่สามารถทำให้บ้านกลายเป็นบ้านสีเขียวได้แล้ว เรื่องของงานออกแบบตกแต่งภายในและการจัดภูมิสถาปัตย์ก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้บ้านกลายเป็นบ้านสีเขียวเต็มตัว

หลักๆ แล้วงานสถาปัตยกรรมจะเป็นตัวกำหนดว่าภาพรวมของบ้านสีเขียวควรจะเป็นเช่นไร ก่อนที่จะส่งต่องานให้กับงานออกแบบตกแต่งภายใน หรือยกหน้าที่งานภูมิสถาปัตย์ให้กับทีมออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม lifehouse เองแนะนำว่าหากเลือกใช้งานสถาปัตยกรรมของ lifehouse แล้วก็ควรใช้ทีมออกแบบตกแต่งภายในและทีมจัดภูมิสถาปัตยกรรมไปด้วย ทั้งนี้เพื่อความต่อเนื่องของงานออกแบบ เพราะหากงานออกแบบตกแต่งภายในขวางทิศทางลมหรือบังช่องเปิดรับแสงหรือหากทีมจัดภูมิสถาปัตย์เลือกต้นไม้ที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไม่ให้ร่มเงากับบ้าน หรือเจ้าของบ้านยืนยันที่จะจัดสวนเองโดยขาดความรู้ความเข้าใจในการออกแบบที่เข้าใจธรรมชาติ ก็จะทำให้งานออกแบบตกแต่งภายในและภายนอก ขาดความกลมกลืน และไม่เอื้อให้เกิดการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

เศษวัสดุก่อสร้าง ขยะที่มีค่า
เรื่องการจัดการเศษวัสดุก่อสร้างกับแนวทางการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้น lifehouse ให้ความเห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ได้มาตรฐานเดียวกับในต่างประเทศ อย่างอเมริกาหรือญี่ปุ่น เพราะข้อจำกัดหลายๆ เรื่อง เช่น งบประมาณการก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดการ รวมไปถึงพฤติกรรมและจิตสำนึกของช่างไทยเอง แต่สำหรับ lifehouse เองจะให้ความสำคัญและมีมาตรการเบื้องต้นสำหรับปัญหานี้ เช่น การกั้นผ้าใบกันฝุ่น การฉีดน้ำลดฝุ่น และการจัดการขยะก่อสร้าง

lifehouse ให้ข้อสังเกตว่า ลึกๆ แล้ว เรามีระบบจัดการขยะอยู่แล้ว แต่เป็นวิธีการและรูปแบบที่ดูเป็นไทยๆ เพราะจากประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกับผู้รับเหมาและช่างไทยมานาน จึงทราบว่า ช่างที่เข้ามาทำงานทุกคนมีความสามารถในการคัดแยกขยะอยู่แล้ว ขยะที่เหลือจากการก่อสร้างต่างๆ เช่น เศษเหล็ก ไม้ สายไฟ ลวดหรือตะปู สามารถนำไปขายได้ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นการ reuse แบบไทยๆ ก็ไม่ผิดนัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่า เจ้าของบ้านหรือผู้ดูแลโครงการจะเปิดทางให้พวกเขาได้ลงมือทำอย่างเป็นระบบอย่างไร

แต่หากจะให้มีการคัดแยกให้เป็นระบบ เช่น การคัดแยกหมวดหมู่ แยกประเภทไว้แล้วมีการขนย้ายออกไปเป็นระยะ จากประสบการณ์งานก่อสร้างทั้งโครงการเล็กและใหญ่ที่ผ่านมา lifehouse มองว่า สำหรับงานก่อสร้างใหญ่ๆ เช่น อาคารสูงนั้นการคัดแยกขยะทำได้ไม่ยากเพราะอาคารสูงเหล่านี้จะต้องมีระบบบริหารจัดการที่รัดกุม แต่สำหรับงานสเกลเล็กๆ อย่างบ้าน การจัดการที่เป็นระบบนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากการก่อสร้างบ้าน 1 หลัง จะมีทีมช่างเข้ามาหลายชุด การทำงานจะมีความวุ่นวาย ซับซ้อน การคัดแยกขยะจึงไม่สามารถทำได้มากนัก

แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ การก่อสร้างอย่างไรให้รบกวนสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราให้น้อยที่สุด เช่น การกั้นผ้าใบกันฝุ่นที่ได้มาตรฐาน (มิดชิด) ซึ่งในบ้านเรา เข้าใจว่าสำหรับอาคารสูงทั้งหลายถือเป็นกฎหมายควบคุม มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง เช่นเดียวกับกรณี อพาร์ทเมนท์ของคุณตุ๊ก  แต่สำหรับงานก่อสร้างขนาดเล็ก อย่างบ้านยังไม่มีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมให้เห็นมากนัก

มาถึงจุดนี้ หลังได้พูดคุยเอกเขนกได้ข้อคิดดีๆ จาก Lifehouse ที่ว่า ลำพังสถาปนิกคนเดียวอาจสร้างบ้านสีเขียวขึ้นได้แต่ อาจไม่สามารถสร้างจิตสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับเจ้าของบ้านได้หากตัวเจ้าของบ้านไม่เห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้ เพราะอย่างที่ Lifehouse ได้พูดได้ตอนต้นที่ว่า การสร้างบ้านประหยัดพลังงานนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีราคาแพงเสมอไป แต่บ้านสีเขียวสามารถเริ่มต้นได้จากจิตสำนึกดีๆ ที่รู้จักการใช้พลังงานอย่างถูกวิธี เลือกใช้ประโยชน์จากธรรมชาติรอบตัวอย่างสมดุล เพียงเท่านี้เราก็ได้บ้านสีเขียวที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเราในฐานะเจ้าของบ้านดีขึ้น

เพราะทีมผู้บริหารที่เอกเขนกได้พูดคุยด้วย เป็นกลุ่มสถาปนิกและวิศวกรรุ่นใหม่ที่เรียกว่าไฟแรงมากๆ แน่นอนว่าพวกเขาต้องไม่หยุดอยู่แค่นี้ เรามารอดูโครงการในอนาคตของพวกเขา ที่แอบบอกเราในวันนั้นว่า ต่อไป lifehouse จะหันมาทำเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่แน่ว่าในอนาคตข้างหน้าเราจะได้เห็นตึกร้างที่เห็นอยู่ทุกวัน ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ รวมไปถึงโครงการหมู่บ้านสีเขียวที่มีระบบจัดการสาธารณูปโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นับเป็นโครงการดีๆ ที่เราเองก็อยากให้มันเกิดขึ้นจริงในบ้านของเราบ้าง หลังจากที่เคยได้แต่ชื่นชมกับสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว

สนใจอยากมีบ้านที่อยู่สบาย ประหยัด พึ่งพาธรรมชาติมากขึ้น ลดการใช้พลังงานให้น้อยลง ลองเข้าไปคุยกับ Lifehouse Design & Construction Co.,Ltd.
บริษัท ไลฟ์เฮ้าส์ ออกแบบก่อสร้าง จำกัด 117/4-5 ซ. พหลโยธิน 7 ถ.พหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400 T. 0 2617 0495 E-mail:[email protected]   www.lifehouse.co.th

 

 

About the Author

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง

Comments

ImVIP's picture

 

โอ้ววมันเยี่ยมมาก เราก็ไม่ต้องสร้างเพิ่มขึ้นแต่เอามาทำให้ให้แตกต่างก็น่าอยู่แล้ว  ดีจิง

By ImVIP on

pattt's picture

ชอบจังเลยคะ "แค่คิดจะรีโนเวท ก็กรีนแล้ว"  อารมณ์เหมือน สติกเกอร์ที่ติดตามท้ายรถ "รถคันนี้สีชมพู" ไม่ต้องหาซื้อใหม่ ไม่ทำลาย ทำร้ายธรรมชาติเพิ่ม แต่ใช้จากสิ่งทีมี อยู่กับสิ่งมี แค่ปรับ ขยับให้มันถูกที่ถูกทางเท่านั้น 

By pattt on