Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

รู้จักสวนแนวตั้ง ความร่มรื่นของบ้านยุคใหม่

07 Jul 2013 - akanek_ja_ja

เดี๋ยวนี้  เวลาไปงานแสดงที่มีการจัดสวนแนวตั้งอยู่ในงานด้วย จะมีคนไปยืนด้อมๆ มองๆ ดูสวนแนวตั้งด้วยความสนใจ  ด้วยขนาด ดีไซน์ ลวดลายที่มีให้เลือกหลากหลายมากขึ้น ทำให้สวนแนวตั้งที่เคยเห็นตามอาคารขนาดใหญ่ หรือตามห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ขยับขยายเข้ามาอยู่ตามอาคารขนาดเล็ก ออฟฟิศสำนักงาน หรือตึกแถวที่ดัดแปลงมาเป็นสำนักงาน ช้อปปิ้งมอลล์ใกล้บ้าน ร้านค้า ร้านอาหาร ทำเอาหลายคนที่บ้านมีพื้นที่จำกัดหันมามองสวนแนวนี้กันมากขึ้น   แม้แต่เจ้าของบ้านบางคนที่มีพื้นที่สวนอยู่แล้ว ก็ะอยากเปลี่ยนอารมณ์ ลองมีสวนอยู่บนผนัง กำแพงเพิ่มขึ้นมา สร้างความสวยงามให้กับตัวบ้าน 

 

วันก่อนมีโอกาสไปนั่งฟังคุณสมพล เบญจสว่างจิตต์ นักจัดสวนแนวตั้งมืออาชีพ และทีมงานจากจากนิตยสารบ้านและสวน - มาแนะนำให้รู้จักกับสวนแนวตั้ง ที่ทาง SCG Experience เขาจัดขึ้นกิจกรรมประจำเดือน ได้ความรู้เรื่องสวนแนวตั้งกลับมาพอสมควรก็เลยขอเอามาแบ่งปันด้วยเลย 

 

ย้ายจากแนวราบสู่แนวตั้ง

คอนเซ็ปของสวนแนวตั้ง ก็คือ การปลูกต้นไม้บนโครงสร้างที่ยึดอยู๋กับผนัง กำแพงบ้านแทนการปลูกบนพื้นที่แนวราบ มีการขึ้นโครงเป็นที่วางกระถางหรือติดตั้งแผงปลูกต้นไม้ โครงที่ใช้ก็จะเป็นโครงเหล็ก เพราะแข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี อายุการใช้งานยาวนาน (ถ้าดูแลเรื่องสนิม เรื่องความชื้นเป็นอย่างดีนะ) 

ที่แรกๆ ที่ริเริ่มจัดสวนแนวตั้งกับอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง อยู่ตามห้างสรรพสินค้า อย่างที่เอ็มโพเรียม สยาม พารากอน หรือโครงการคอนโดฯ อาคารขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นสวนแนวตั้งพื้นที่ขนาดใหญ่ มีทั้งแบบที่จัดสวนภายใน และสวนภายนอกอาคาร หลังๆ มาก็เริ่มมีคนมาปรับไซส์ให้เล็กลง เอาตกแต่งอาคารขนาดเล็ก ออฟฟิศสำนักงานขนาดกลาง ร้านอาหาร จนมาถึงสวนในบ้าน หรือใช้จัดตกแต่งสถานที่ที่มีการจัดงาน ออกบูธสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างความสดชื่น สบายตา 

 

รูปแบบสวนแนวตั้ง

รูปแบบการจัดสวนแนวตั้ง แบ่งกันกว้างๆ ได้ 2 แบบ  คือ  สวนแนวตั้งใช้กระถาง กับแบบที่ไม่ใช้ไม้กระถาง

 

สวนแนวตั้งแบบใช้กระถาง  ตัวสวนจะขึ้นโครงเหล็กแล้วแขวนท่อ PVC ที่ผ่าเปิดด้านบนออก เจาะรูระบายน้ำด้านล่าง  แล้วนำกระถางต้นไม้ใส่ไว้ในท่อ PVC  หรือจะแขวนกระถางกับโครงเหล็กโดยตรง ต้นไม้ที่ใช้จะเป็นพวกไม้เลื้อย หรือไม้ที่กิ่งก้านห้อย ย้อยลง  เพราะรางปลูกจะมีการเว้นช่องวางระหว่างราง เป็นช่องว่างของโครงเหล็กชัดมาก กิ่งที่เลื้อยยาวจะไปอำพรางช่องโหว่ให้แทน ต้นไม้ที่เหมาะกับพื้นที่ในร่มก็เช่น เคราฤษี พลูตระกูลต่างๆ  ฟิโลก้ามกุ้ง   ซิงโกเนียมหรือเงินไหลมา ทองไหลมา บีโกเนีย เฟินชนิดต่างๆ สับปะรดสีบางสายพันธุ์ ผีเสื้อราตรี พรมกำมะหยี่ หรือจะใช้เป็นพืชผักสวนครัวในบ้านเราก็ได้แต่พวกนี้อายุจะสั้น ไม่กี่เดือน ต้นก็จะโทรม ต้องเปลี่ยนต้นไม้ใหม่ 

 

สวนไม้กระถางพวกนี้ จุดอ่อนของมันคือ เรื่องของน้ำหนัก เนื่องจากในกระถางจะใส่ดินผสมกาบมะพร้าว หรือกาบมะพร้าวล้วนๆ อุ้มน้ำเก่ง รดน้ำแล้วหรือถ้าฝนตกเปียกจะทำให้น้ำหนักที่โครงเหล็กแบกเอาไว้เพิ่มขึ้น  สวนไม้กระถางก็เลยไม่นิยมทำเป็นแผงใหญ่ๆ ส่วนใหญ่จะทำยาวไม่กี่เมตร สูงไม่เกิน 3เมตร 

 

และด้วยความที่กระถางที่ใช้จะเป็นกระถางโปร่งๆ หรือแขวนลอยอยู่กลางอากาศ พอโดดแดดโดนลมมากๆ ความชื้นในกระถางจะระเหยเร็วมาก ทำให้ต้องรดน้ำบ่อยๆ   ทำให้เหมาะกับการจัดในร่มหรือในอาคารมากกว่ากลางแจ้ง แต่ถ้ารดน้ำบ่อยเกินไป จนระเหยความชื้นออกไม่ทัน รากเน่าได้ 

credit picture : www.inhabitat.com

 

ถึงจะมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนัก สวนรูปแบบนี้ทำง่าย เจ้าของบ้านสามารถใส่กระถางต้นไม้ได้เอง (ยกเว้นงานโครงเหล็กที่ต้องเรียกช่างโครงเหล็กเข้ามาจัดการให้) จะปรับเปลี่ยน ย้ายต้นไม้ก็ง่าย หากมีต้นไม้ตายสามารถเปลี่ยนกระถางออกเป็นกระถางๆ ไปไม่ต้องรื้อทั้งหมด   ส่วนเรื่องการให้น้ำ ถ้าเจ้าของบ้านงบน้อยจะใช้สายยางรดเอง ก็คงจะลำบาก เลอะเทอะ น้ำนองพื้น ผนังก็คงจะเปียกไปด้วยเพราะบังคับสายน้ำให้รดแต่ต้นไม้ไม่ได้  ดีไม่ดี อาจจะรดน้ำไม่ทั่วถึงเอาด้วย (แอบสงสัยเหมือนกันว่า ถ้าเป็นแผงสูงๆ จะฉีดยังไง)  หรือถ้าบ้านไหนมีงบ เลือกใช้ระบบท่อเดินตามโครงเหล็กแทน แบบนี้เวลารดน้ำ ต้นไม้ก็จะได้น้ำทั่วถึงกันหมด แล้วก้ไม่เลอะเทอะ พื้น น้ำไม่นอง หรือกระเด็นไปโดนผนัง

 

สวนแนวตั้งแบบที่ไม่ใช้ไม้กระถาง  จะเป็นการปลูกต้นไม้ลงบนภาชนะปลูกอื่น เช่น แผงปลูกต้นไม้สำหรับติดตั้งกับโครงเหล็ก หรือปลูกพืชแบบห่มผ้า (ยึดผ้ากับเข้าโครงเหล็ก 2 ชั้น แล้วใช้คัตเตอร์กรีดผ้าชั้นนอกสุดให้เป็นกระเป๋า แล้วปลูกต้นไม้ไว้ช่องที่กรีดระหว่างผ้า 2 ชั้น จากนั้นก็ใช้ปืนลมยิงเย็บผ้าทั้งสองชั้นติดกัน ) ในผ้าชนิดพิเศษที่เขาเรียกว่า ผ้าจีโอเท๊กซ์ไทล์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษตรง เนื้อผ้าทนทาน ทนแดด ทนฝน ทนลม เก็บความชื้นได้ดี  อยู่ได้เป็น 10ปี  สวนน้ำหนักเบากว่าแบบใช้กระถาง เพราะไม่ต้องใส่ดิน หรือกาบมะพร้าว  สามารถทำเป็นแผงขนาดใหญ่ได้  

credit picture: www.buzzfeed.com

ผ้าที่เหมือนผ้าห่มที่เขาแจกต้านภัยหนาวนั่นแหละค่ะ เขาเรียกว่า ผ้าจีโอเท๊กซ์ไทล์ 

 

การจัดวางต้นไม้สามารถเลือกได้ว่าต้องการวางให้ชิดกันแค่ไหน จะวางเล่นระดับ สูง-ต่ำ สร้างมิติยังไง อยากได้ลายอะไรแล้วแต่จินตนาการของคนออกแบบ ส่วนต้นไม้ที่เหมาะกับสวนรูปแบบนี้ เช่น สับปะรดสี แพงพวย แพรเซี่ยงไฮ้ สร้อยไก่ ชวนชม บลูฮาวาย  ฟิโลสายพันธ์ต่างๆ ฯลฯ เน้นต้นไม้ที่อายุยืนหลายๆ ปี เพราะถ้าเลือกใช้ไม้อายุสั้น การเปลี่ยนต้นไม้จะเป็นเรื่องยากกว่าสวนแบบที่ใช้ไม้กระถาง 

 

ข้อเสียของสวนรูปแบบนี้ก็คือ ติดตั้งยาก ซับซ้อน อุปกรณ์หลายชิ้น และต้องอาศัยคนที่มีความชำนาญติดตั้ง  ดูแลยากเพราะระบบการให้น้ำ ต้นไม้จะถูกซ่อนเอาไว้ข้างหลังแผงทั้งหมด ถ้ามีหนูไปกัดท่อส่งน้ำ หรือหัวรดน้ำเกิดตันขึ้นมา ก็ไม่มีทางรู้ได้เลย  การคำนวนน้ำหนักสวนที่เหมาะสมกับความแข็งแรงของอาคาร  โครงเหล็ก การยึดติดกับตัวอาคาร ระบบการให้น้ำ ทำแล้วปรับเปลี่ยนแก้ไขยาก หากต้องแก้ไขต้องรื้อออกมากกว่าแบบใช้ไม้กระถาง 

 

องค์ประกอบสวนแนวตั้ง

ต้นไม้  หลักๆ ต้องเป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่าย ตัดแต่งไม่บ่อย ปีละครั้งหรือสองครั้ง  เป็นไม้เล็ก สามารถเกาะตามกิ่ง ขอนไม้ได้ ไม่ต้องเลี้ยงในดินได้ยิ่งดี ถ้าจัดในร่ม ในอาคาร ก็ควรเลือกไม้ในร่ม เช่น เคราฤษี พลูตระกูลต่างๆ  ฟิโลก้ามกุ้ง   ซิงโกเนียมหรือเงินไหลมา ทองไหลมา เฟิร์น สับปะรดสี ผีเสื้อราตรี พรมกำมะหยี่  ถ้าเป็นสวนที่จัดนอกตัวอาคารหรือพื้นที่ที่ต้องโดนแดด เลือกไม้ชอบแดดหรือทนสภาพอากาศ แดด ฝน ลมแรงได้ดี อย่างแพงพวย แพรเซี่ยงไฮ้ สร้อยไก่ ชวนชม บลูฮาวาย

 

โครงสร้างเหล็ก   เนื่องจากเป็นการปลูกต้นไม้ในแนวตั้ง จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างเพื่อให้ต้นไม้ยึดเกาะ และเป็นตัวรับน้ำหนักสวน โครงสร้างที่จะวางต้นไม้ต้องแข็งแรง ปลอดภัย รับน้ำหนักได้สวนได้ดี ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสวนแนวตั้งก็คือเหล็ก ทั่วไปจะใช้เหล็กกล่องเคลือบป้องกันสนิม เนื่องจากสวนแนวตั้งหนีไม้พ้นเรื่องความชื้นที่จะเกิดขึ้น กับทั้งตัวโครงสร้างเหล็กและตัวอาคาร สำหรับตัวโครงสร้างเหล็กเอง ก็จะต้องเคลือบป้องกันสนิมให้เรียบร้อยก่อนติดตั้ง ส่วนการเคลือบป้องกันสนิมจะอยู่ได้นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสีที่เคลือบและเทคนิคการเคลือบของช่าง

 

ภาชนะ/วัสดุปลูก  ภาชนะปลูกมีอยู่ 2 แบบ คือ กระถางพลาสติก หรือเป็นกระเป๋าหรือถุงผ้าแปะอยู่กับโครงเหล็ก ผ้าที่ว่านี้จะเป็นชนิดพิเศษที่ชื่อว่า ผ้าจีโอเท๊กซ์ไทล์ แบบเดียวกับที่เขาใช้ปูเป็นแผ่นรองงานวางท่อ ปูรองทางเท้า สวน  ป้องกันดินเก่ากับวัสดุปูพื้นใหม่ผสมกัน กันวัชพืชที่อยู่ในดินเดิมงอกขึ้นมาบนดินใหม่  ทนทาน ทนการฉีกขาด โดนแดด โดนฝนอยู่ได้นานหลายปี ราคา ตร.ม.ละ 30กว่าบาท

 

ส่วนวัสดุปลูก ก็จะมีอยู่ 2 แบบเหมือนกัน คือ ดินผสมกาบมะพร้าว แบบนี้เป็นวัสดุที่ได้จากธรรมชาติโดยตรง ที่อุ้มน้ำได้มาก ต้นไม้ไม่อดน้ำ แต่ก็เพิ่มน้ำหนักโครงเหล็กและผนัง แล้วก็เสี่ยงกับพวกเชื้อราที่มักจะแอบซ่อนอยู่ตามกาบมะพร้าว วัสดุปลูกอีกแบบ เช่น เพอร์ไลท์ (Perlite) หรือหินภูเขาไฟเอามาเผาที่ความร้อนสูง ได้เป็นก้อนกลมๆ เนื้อในโปร่ง  ระบายอากาศได้ดีทำให้ไม่เป็นแหล่งสะสมเชื้อรา อุ้มน้ำดี เก็บความชื้นได้สูง  น้ำหนักเบาน้ำหนักของสวนก็จะเบากว่าสวนที่ปลูกด้วยดินผสมกาบมพร้าว ได้จากธรรมชาติเหมือนกันแต่ต้องผ่านกระบวนการนิดหน่อยเพื่อให้ประสิทธิภาพดีขึ้น

credit picture : www.buzzfeed.com

ระบบให้น้ำ ระบบน้ำที่ใช้กันมีทั้งแบบท่อน้ำหยดอัตโนมัติ และรดมือ 

 

ระบบท่ออัตโนมัติ เป็นการให้น้ำผ่านท่อน้ำหยดที่ฝังอยู่ในแผง  จะมีวาล์วเปิดปิดน้ำด้วยไฟฟ้า ติดอยู่ที่ต้นทางระบบท่อ วาล์วจะพ่วงต่อกับเครื่องควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติ เครื่องนี้จะควบคุมว่าวันๆ หนึ่งจะต้องให้น้ำบ่อยแค่ไหน แต่ละครั้งที่ให้ ปริมาณน้ำเท่าไหร่ ระบบนี้เจ้าของสวนแทบไม่ต้องไปยุ่งอะไรเลย ระบบจะจัดการรดน้ำให้เราเอง

 

น้ำจะถูกส่งไปตามท่อ PE เจาะรูพอให้น้ำหยด ฝังตามแนวแผงต้นไม้ ตลอดทั้งแผง  ระบบนี้จะให้น้ำได้ทั่วถึงกว่า สะอาด ไม่ค่อยเลอะเทอะ น้ำนองพื้น สามารถใช้ timer เครื่องตั้งเวลารดน้ำได้  อุปกรณ์จะมีหลายชิ้น วาล์วฟ้าปิดปิดน้ำ อุปกรณ์ปรับความดันในระบบท่อ หัวน้ำหยดแต่ก็่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเรา  เหมาะกับคนที่อาจจะไม่ค่อยมีเวลาดูแลมากนัก  ค่าใช้จ่ายของเจ้าอุปกรณ์พวกนี้รวมๆ แล้วก็ประมาณหนึ่ง  แล้วก็ต้องหมั่นดูหัวรดน้ำไม่ให้ตัน เพราะหัวรดน้ำจะถูกซ่อนอยู่กับต้นไม้ ถ้าเราไม่หมั่นดูแล หัวรดน้ำเกิดตัน ต้นไม้ในจุดที่หัวรดน้ำเกิดอาการตัน ก็จะอดน้ำ อดปุ๋ยเอาได้

 

ส่วนรดมืออันนี้เป็นวิธีเบสิคมากกับการรดน้ำต้นไม้ จะรดด้วยสายยางรดหรือเดินถือบัวรดน้ำรดก็ตามแต่จะสะดวก  จะเหมาะกับคนที่มีเวลาคลุกอยู่กับต้นไม้มากกว่า แต่ต้นไม้มักจะได้น้ำไม่ทั่วถึงเท่ากับแบบระบบท่อน้ำหยด เลอะเทอะ น้ำเปียก นองพื้นมากว่า ใช้เวลานาน แต่ก็ประหยัดเรื่องอุปกรณ์ไปมากโข

การดูแลรักษาสวนแนวตั้ง

ต้นไม้  ปีหนึ่งจะตัดแต่งกันสักทีก็ 6 เดือนหรือ 1ปีครั้ง ส่วนการใส่ปุ๋ยต้องให้เป็นประจำทุกเดือน จะเลือกให้ปุ๋ยทางใบหรือให้ปุ๋ยทางรากก็ได้ แนะนำว่าให้ใช้เป็นแบบเม็ดละลายช้า  ระวังหนูจะกัดต้นไม้เป็นแผล เชื้อรา เชื้อโรคต่างๆ ก็จะเข้าไปทำลายต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ตาย หรือหนูกัดแทะท่อน้ำรั่ว ศัตรูพืชอีกอย่างหนึ่งก็คือ  หอยทาก มักจะมากัดกินใบให้เห็น (มีคนแนะนำวิธีกำจัดหอยว่า ให้ซื้อยากำจัดหอยทาก หาซื้อได้ตามร้านขายต้นไม้ทั่วไป )

 

โครงเหล็ก เรื่องที่ต้องระวังเป็นพิเศษก็คือ เรื่องสนิม ถึงแม้ว่าผู้รับเหมาจะทาเคลือบป้องกันสนิมมาให้ตั้งแต่แรกแล้ว ก็ต้องหมั่นสำรวจดูว่า มีสนิมเกาะอยู่ที่ไหนบ้าง  และทุกๆ 2-3 ปีก็ควรจะทาเคลือบสนิมซ้ำ อย่าลืมตรวจดูตามจุดยึดต่างๆ ว่า น๊อตไม่คลาย หลวมด้วย

 

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนมีสวนแนวตั้ง

ตัวโครงสร้างอาคาร  ความแข็งแรงของผนังหรือกำแพงอาคารจะเป็นตัวกำหนด รูปแบบสวน งานโครงสร้างสวน  เนื่องจากโครงเหล็กสวนแนวตั้งจะต้องยึดอยู่กับผนังหรือกำแพงอาคาร ยิ่งสวนมีรูปแบบที่ซับซ้อน กินพื้นที่  น้ำหนักที่ผนังหรือกำแพงอาคารต้องแบกเอาไว้ก็ยิ่งมากตามไปด้วย   การเช็คสภาพความแข็งแรงของโครงสร้างจึงเป็นเรื่องสำคัญแรกๆ ที่ต้องนึกถึงก่อนเรื่องของความสวยงาม อย่าลืมออกแบบให้โครงเหล็ก เว้นระยะห่างจากผนังไว้ประมาณหนึ่ง เพื่อให้ลมพัดผ่านไล่ความชื้นไม่ให้สะสมที่ผนัง

 

Location ทิศทาง แดด ลมตรงจุดที่จะทำสวนแนวตั้งเป็นยังไง สวนหันหน้าไปทางทิศไหน ได้แดดเช้าหรือแดดบ่าย กีดขวางทางลมพัดเข้าออกของตัวบ้านมั้ย หรือเป็นส่วนที่ลมพัดกรรโชกแรงๆ หรือเปล่า  ต้องการสวนภายในตัวบ้านหรือภายนอกอาคาร  เพราะว่า มันจะไปมีผลกับการเลือกต้นไม้ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ รูปแบบสวนที่ดูกลมกลืนกับตัวบ้าน

 

แรงดันน้ำ   ที่บ้านแรงดันน้ำมากน้อยแค่ไหน ถ้าสวนแนวตั้งอยู่ชั้น 4-5 ของตึกแถว แล้วเลือกใช้ระบบให้น้ำแบบอัตโนมัติ อาจต้องเพิ่มปั๊มน้ำเข้ามาอีกตัว เพราะว่าบางบ้านลำพังใช้น้ำในบ้าน ในห้องน้้ำ ห้องครัว แรงดันน้ำก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว  ถ้าต้องพ่วงสวนแนวตั้งเข้าไปอีกอย่าง น้ำที่ใช้ในบ้านก็จะยิ่งไหลอ่อนกว่าเดิมได้  

 

นิสัยคนดูแลสวน  สำรวจตัวเองว่าเป็นคนที่ชอบคลุกตัวอยู่กับต้นไม้ สวนมากน้อยแค่ไหน  มีเวลาดูแลมั้ย มีความรู้การดูแลต้นไม้มากน้อยแค่ไหน เพราะจะมีผลกับการเลือกชนิดของต้นไม้ แบบสวนแนวตั้ง รวมถึงระบบการให้น้ำ

 

ผลกระทบกับตัวอาคาร เพื่อนบ้าน  ลองจินตนาการว่า ถ้าทำสวนแนวตั้งขึ้นมาแล้ว จะเกิดผลกระทบกับใครหรืออะไรบ้างมั้ย ผนังจะมีปัญหาเรื่องความชื้นมั้ย  ละอองน้ำ หรือน้ำที่รดจะหกเลอะเทอะ น้ำนองพื้นมั้ย ทำแล้วแผงต้นไม้กีดขวางทางลมที่จะพัดเข้าบ้าน หรือกีดขวางทางเดิน ทางสัญจรของเราหรือเปล่า เพื่อนบ้านที่อยู่รั้วติดกันจะเดือดร้อนกับสวนแนวตั้งของเรามั้ย  เวลารดน้ำ ละอองน้ำกระเด็นไปโดนผ้าที่เขาตากไว้มั้ย หรือไปโดนรถยนต์ของเขารึป่าว สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด 

 

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของสวนแนวตั้งที่ได้รับความรู้มาในวันที่ไปนั่งฟังที่ SCG Experiece มา ที่นี้ลองมาสรุปหาข้อดี-ข้อเสียของสวนแนวตั้งกันดูบ้างว่า 

 

ข้อดีของสวนแนวตั้ง

  • ทำได้ทั้งภายในบ้าน และภายนอกตัวอาคาร
  • สามารถทำได้ทั้งบ้านที่มีพื้นที่จำกัดและบ้านที่มีพื้นที่
  • ช่วยลดความร้อนที่จะเข้ามาทางผนังบ้าน (ซึ่งเป็นจุดที่รับแดดมากที่สุดรองลงมาจากหลังคา)
  • ช่วยดักจับฝุ่นละออง มลพิษ ลดเสียงรบกวนจากภายนอก(ได้นิดหน่อย)
  • เสริมให้บ้านดูสวยงาม น่าดูชวนมองมากขึ้น

 

ข้อเสียของสวนแนวตั้ง

  • ค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากมีเรื่องของโครงเหล็ก ระบบให้น้ำอัตโนมัต เข้ามาเกี่ยวข้อง
  • ไม่เหมาะกับบ้านเก่าที่ไม่แน่ใจเรื่องความแข็งแรงของโครงสร้าง
  • ขั้นตอนการติดตั้งโครงเหล็กต้องใช้คนที่มีความชำนาญ
  • ต้องการการดูแลเอาใจใส่ทั้งตัวสวนเองที่อาจจะขาดน้ำ หรือเกิดเชื้อราได้ หัวรดน้ำตัน และตัวผนังที่ยึดกับโครงที่อาจจะเจอปัญหาความชื้นเข้าไปในผนัง สีทาผนังพอง ปูด ลอกร่อน 
  • ต้นไม้ต้องใส่ปุ๋ยเป็นประจำทุกเดือน ไม่อย่างนั้นต้นไม้จะโทรม แคระแกร็น เพราะขาดอาหาร

 

อ่านต่อ  :  Vertical garden เหมาะมั้ยกับบ้านของเรา?

About the Author

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง