Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

พื้นไม้ในบ้านสวยๆ ปูแบบไหน ตอนที่ 2 ปูกาว

26 Aug 2013 - akanek_ja_ja

คราวที่แล้วเราได้รู้กันไปแล้วว่า ปูลอย เป็นยังไง มีข้อดี ข้อเสียตรงไหนบ้าง  วันนี้มาต่อกับเทคนิคที่สอง ปูกาว เทคนิคนี้ทั้ง พี่ช่างที่อยู่ในวงการไม้กับเซลล์ของทางเบลล์ฟลอร์ให้ความเห็นมาตรงกันว่า เป็นวิธีที่นิยมกันมากที่สุด เพราะว่าราคากลางๆ ทำกันมานาน ช่างทุกคนรู้จักวิธีปูกาวดี ปูแล้วรู้สึกหนักแน่น ไม่ยุบ ไม่ยวบ

ปูพื้นไม้แบบปูกาว

พี่ช่างอธิบายให้ฟังว่า วิธีปูกาวก็คล้ายๆ กับการปูพื้นกระเบื้อง งานปูปาร์เก้ งานปูพื้นเอ็นจิเนียร์วู้ด ที่ทากาวแล้วปูทับพื้นได้เลย งานปูกาว เหมาะกับไม้ที่มีความยาวไม่เกิน 60ซม. กาวจะเป็นตัวยึดไม้กับพื้นคอนกรีตโดยตรง ไม่ตอกตะปูยึดกับพื้น ส่วนใหญ่พื้นที่ปูก็จะเป็นพื้นปูนหรือคอนกรีต   พี่ช่างบอกว่า 98% งานปูพื้นในบ้านเรา ใช้วิธีปูกาว  กาวที่ใช้จะเป็นกาว PVA หรือกาวลาเท็กซ์ (กาวขาว) ที่เหลืออีก 2% จะใช้กาวอิพ็อคซี่หรือไม่ก็กาวโพลียูรีเทน

ทำไมต้อง 60ซม.?  ที่จำกัดความยาวของไม้ไว้ที่ไม่เกิน 60ซม.ก็เพราะ หนึ่ง ธรรมชาติของไม้จะไวกับความชื้นในอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ทำให้ไม้ยืดตัวและหดตัว สอง พื้นปูนที่จะปูไม้เองก็ไม่ได้มีความเรียบ 100% พี่ช่างบอกว่าต่อให้ฉาบ topping ผิวหน้าพื้นปูนได้เนี้ยบแค่ไหนก็มักจะยังมีหลุม มีแอ่งได้ (ช่างปูนว่างัยคะ?  ^^)  สาม ไม้ที่ยาวเกินกว่า 60ซม. มีโอกาสบิดตัวสูง ยิ่งยาวก็ยิ่งมีแรงดีดตัวมากกว่าไม้สั้น  (รู้แล้วว่าทำไมพื้นไม้เมืองไทย ดูไม่ค่อยอลังเหมือนที่เห็นที่ต่างประเทศ)

อย่าลืมว่าพื้นที่ปูยึดด้วยกาว ไม่มีตะปูสักตัว  ถ้าไม้เกิดยืดหดตัวตามความชื้นในอากาศ กาวที่ยึดเอาไว้จะรั้งไม้ไว้ไม่อยู่ ไม้อาจจะดีดตัว แอ่น โก่ง หลุดจากกาว ไม้กระโดกกระเดก  อีกอย่างไม้สั้นได้เปรียบกว่าไม้ยาวก็ตอนที่ต้องปูพื้นที่เป็นแอ่ง เป็นหลุม ด้วยความที่ไม้สั้นกว่า สามารถปูแนวเว้า แนวโค้งก็จะปูได้แนบไปกับพื้นที่เว้าโค้งได้ดีกว่าไม้แผ่นยาวๆ ที่เวลาปูไม้จะคล่อมอยู่บนแอ่ง ยังไงก็มีช่องว่างอยู่ใต้ไม้อยู่ดี

AKANEK คิดว่า นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำไมไม้ปูพื้นทั่วๆ ไปของบ้านเรา ถึงดูไม่สวยเหมือนตามโรงแรมหรูๆ หรือในต่างประเทศที่มีเทคนิคในการอบไม้ เทคนิคในการทำพื้นปูนให้เนี้ยบ และเทคนิคในการปู ที่ทำให้เขาสามารถปูไม้ที่มีขนาดยาวกว่า 60 ซม. ได้โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องไม้โก่ง ไม้แอ่น ไม้ดีด  สิงคโปร์เพื่อนบ้านเราจะเป็นตัวอย่างที่ดีเลย  เพราะบ้านเขาก็ร้อนชื้นไม่น้อยกว่าบ้านเรา

ทำยังไงจะให้ไม้ที่ปูสวย ไม่เบี้ยว ไม่โก่ง อยู่ได้นาน

พี่ช่างเล่าให้ฟังว่า อันดับแรก พื้นที่ปูต้องได้ระดับก่อน ได้ระดับคือ ได้ระนาบเสมอกัน ไม่ใช่มุมหนึ่งสูง อีกมุมหนึ่งเตี้ย หรือพื้นโค้งเป็นหลังเต่า เว้าเป็นแอ่ง แต่นี่ก็เป็นเพียงทฤษฎี  เวลาทำงานจริงๆ แล้ว ฝีมือช่างเราก็ยังปล่อยให้พื้นก็ยังมีคลื่น มีลอนเล็กๆ น้อยๆ อยู่ดี พื้นที่ดี ช่างควรฉาบ topping ผิวหน้าพื้นปูนให้ได้ละเมียด เพื่อให้การปูพื้นไม้สวยและปูได้ง่ายขึ้น

นอกจากพื้นล่างต้องได้ระดับ เนี้ยบเสมอกันแล้ว ยังไม่พอ ยังต้องขัดมันพื้นให้เรียบเนียนอีกต่างหาก ซึ่งพี่เขาก็ย้ำมาเลยว่า ควรจะขัดมันพื้นก่อนปู ทำไมน่ะหรอ? ก็เพราะว่าพื้นที่ขัดมันแล้ว เวลาใส่กาวจะไม่เปลืองกาวเท่าพื้นที่ผิวหน้าหยาบ แล้วยังช่วยให้กาวทำหน้าที่ยึดเกาะได้มีประสิทธิภาพ เวลาปูไม้ลงไป ไม้ก็จะแนบกับพื้นได้สนิทกว่า เพราะไม่มีเม็ดทรายมากั้นเอาไว้

ให้เรานึกภาพตามไปว่า ระหว่างพื้นคอนกรีตที่ขัดมันจนเรียบ กับพื้นที่มันหยาบๆ ยังมีเม็ดทรายลอยอยู่บนหน้าพื้น  พื้นที่ขัดมันจนเรียบเสมอกัน เวลาปูไม้ลงไป ไม้ กาวจะแนบชิดติดสนิทกับพื้น  ส่วนพื้นที่ไม่ได้ขัดมันเลยผิวหน้าก็ขรุขระ ตะปุ่มตะป่ำจากเม็ดทราย แทนที่ปูไม้ลงไปแล้วจะแนบสนิทไปกับพื้นกลายเป็นเม็ดทรายมาขวางไม่ให้ไม้แนบชิดกับพื้นได้ แถมเม็ดทรายที่ลอยขึ้นมาบนผิวหน้าพื้นยังขรุขระเป็นรูพรุนเต็มไปหมด ต้องใส่กาวให้มากขึ้นเพื่อเติมรูพรุนที่ว่าให้เต็มก่อน เปลืองกาวมากกว่าพื้นที่ขัดมันเรียบ 

แล้วถ้าเจ้าของบ้านโชคไม่ดีนอกจากได้พื้นปูนไม่เรียบแล้ว ยังไปเจอช่างขี้เหนียวกาวอีก ช่างก็อาจจะปาดกาวให้เพียงบางๆ เท่านั้น เนื้อกาวก็จะยึดไม้กับส่วนที่เป็นเม็ดทรายหยาบๆ ที่ยื่นขึ้นมาเหนือพื้นคอนกรีตเท่านั้น ไม่แนบสนิทไปกับพื้นทั้งหมด  ที่นี้แหละปัญหาจะตามมาคือ อยู่ๆ ไป ไม้ล่อนออกมาเองหรือถ้าโดนความชื้นนิดหน่อยไม้ก็จะล่อนหลุดกันง่ายๆ

ค่าติดตั้งแบบปูกาว

ถ้าเปรียบเทียบกับบรรดาวิธีปูพื้นทั้งหลาย ปูกาวน่าจะเป็นวิธีปูพื้นที่ราคาต่ำรองลงมาจากปูลอย 

สำหรับวิธีปูกาวด้วยกันเองแล้ว ค่าปูพื้นมีทั้งถูก ทั้งแพง ขึ้นอยู่กับ 2 ส่วนหลัก คือ คุณภาพกาว กับฝีมือช่าง ส่วนเรื่องราคาพี่ช่างขอสงวนเอาไว้ ให้เหตผลว่า มีองค์ประกอบหลายอย่างในการคิดราคาค่าปู 

ทำไมกาวที่ใช้ถึงมีผลกับราคา

เพราะคุณภาพและเกรดของกาวต่างกันมาก  ต่างกันด้วยองค์ประกอบทางเคมี คุณสมบัติเฉพาะตัวของกาวแต่ละชนิด ความปลอดภัย

กาวที่ดีจริงในการปูพื้นไม้ ในบ้านเรา เป็นกาวอีพ็อคซี่ แห้งเร็ว รอสองสามวันก็ขัดได้แล้ว  ทนน้ำได้นาน ราคาแพง ส่วนกาวลาเท็กซ์ ทนน้ำในระดับหนึ่ง ทนความชื้นในระดับหนึ่ง ราคาก็ย่อมเยาเบาสบายกระเป๋าขึ้น 

กาวลาเท็กซ์หรือกาวขาว เป็นกาวที่ใช้กับงานปูพื้นไม้ทั่วๆ ไป  ข้อดีของมันก็อย่างที่บอก ราคาสบายกระเป๋า แต่ข้อเสียของมันก็คือ หนึ่ง แรงยึดไม่สูงมาก ถ้าไม้ดีดหรือแอ่นตัวขึ้น กาวก็อาจจะยึดไว้ไม่อยู่ สอง กาวประเภทนี้มักจะเป็นกาวสูตรน้ำ หรือมีน้ำเป็นส่วนผสมซึ่งเป็นสาเหตของความชื้นสะสมในพื้นปูน พอความชื้นมากๆ เข้า กาวลาเท็กซ์ซึ่งทนความชื้นได้น้อยอยู่แล้ว ก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ไม่ยึดเกาะไม้อีกต่อไปหรือแรงยึดเกาะลดลงไปจากเดิมซึ่งก็น้อยอยู่แล้ว   เพราะฉะนั้นกาวประเภทนี้จะไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีโอกาสโดนน้ำ หรือหรือโดนความชื้นเป็นประจำ อย่างเช่น ระเบียงบ้าน พื้นหน้าห้องน้ำที่เป็นห้องน้ำรุ่นเก่าที่ไม่ได้แบ่งโซนเปียก โซนแห้งเอาไว้  สาม ความยืดหยุ่นต่ำ  ถ้าไม้มีการยืดหรือหดตัว กาวยืดหยุ่นตามไม่ได้เหมือนไม้

กาวอิพ็อกซี่ เป็นกาวอีกชนิด ที่ใช้ในงานปูพื้นได้เช่นกัน เป็นกาวอเนกประสงค์ชนิดหนึ่งที่ใช้ได้หลากหลายงาน เป็นที่นิยมมากกับงานเฟอร์นิเจอร์ไม้เพราะเนื้อกาวจะหายกลืนไปแทบไม่เห็นร่องรอย  สำหรับงานปูพื้นไม้ในบ้านเรา จะมีแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละที่จะใช้กาวอีพ็อกซื่ เพราะราคากาวแพงมาก แต่แห้งเร็วมาก ปูแล้ว สองสามวันสามารถขัดได้เลย

กาวโพลียูรีเทน ในบ้านเรากาวชนิดนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่กับงานปูพื้นไม้ ด้วยความแพงของกาว หลอดหนึ่งก็ตก 500กว่าบาท (ถ้าเป็นกิโลก็จะตก 200-300 บาทต่อกิโลกรัม พื้นที่ 1 ตร.ม. ต้องใช้กาวถึง1.2-1.5 กิโลกรัมเลยทีเดียว  เจ้าของบ้านมักจะสู้ราคาไม่ไหว เพราะโดนเฉพาะค่ากาวก็ร่วม 300-400 บาทต่อ ตร. เมตรแล้ว สำหรับบ้านทั่วๆ ไปจะใช้กาวชนิดนี้กับถ้าจะใช้ก็พวกงานเก็บเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า 

คุณสมบัติที่มาพร้อมกับความราคาของกาวโพลียูรีเทนนั้น คือความติดแน่น และทนน้ำได้ เรียกได้ว่าแช่น้ำแทบจะได้เลยเมื่อแห้งสนิทแล้ว  เหมาะสำหรับคนที่ต้องการจะปูพื้นไม้ที่มีความหนาหรือมีความยาวกว่า  60cm. ได้

คุณภาพฝีมือช่าง มีทั้งถูก และแพง  เจ้าหนึ่งราคาถูกจนน่าตกใจ อีกเจ้ากลับแพงกว่า ก็ต้องเปรียบเทียบกันดูว่าความต่างอยู่ตรงไหน?   ที่เสนอราคาค่าแรง ค่าปูได้ถูกขนาดที่เราเคลิ้มตาม เขาไปลดอะไรบ้าง ลดคุณภาพงานหรือเปล่า ลดคุณภาพวัสดุหรือเปล่า คุณภาพช่างที่มาทำงานเป็นแรงงานฝีมือหรือเป็นช่างประสบการณ์น้อยหรือเปล่า

ส่วนที่เรียกราคาสูงก็ต้องดูว่าที่เรียกมาสูง ช่างให้อะไรกับเราบ้าง ค่าฝีมือช่าง ค่าความเนี้ยบในการทำงาน ค่าการทำงานแบบมืออาชีพ ปูแล้วไม่ต้องซ่อม ไม่ต้องเรียกกับมารื้อ หรือพืนไม้ที่เรียบเสมอกัน ไม่โก่ง ไม่งอ ใช้งานได้เป็นสิบปีไม่มีปัญหา

ข้อดีของการปูกาว

  • ปูได้แน่น แนบชิดกับพื้นล่าง เวลาตัดเปลี่ยนแผ่นก็ง่าย
  • ปูง่าย ขั้นตอนไม่ซับซ้อน
  • ถ้าพื้นเป็นแอ่ง เป็นหลุมบ่อจะปูได้แนบสนิทกว่าวิธีปูแบบอื่นๆ

ข้อเสียของการปูกาว

  • ไม่เหมาะกับไม้ที่มีขนาดยาวกว่า 60cm.
  • รื้อแล้วเสียเลย เอาไม้กลับมาใช้ซ้ำแทบจะไม่ได้
  • ไม่เหมาะกับพื้นที่ไม่ได้เตรียมการป้องกันความชื้นไว้ก่อน กาวอาจจะเสียหาย

ปูกาว เหมาะกับพื้นที่แบบไหน

  • เหมาะกับไม้พื้นความยาวปานกลางตั้งแต่ 45 ยาวมากสุดไม่เกิน60ซม. ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ด้วย  (ไม่แนะนำให้ใช้ไม้ที่อบแห้งจนเหลือความชื้นที่ 6% เพราะไม้จะแห้งเกินไป พอมาเจอความชื้นในบ้านเรา ไม้จะบวมขึ้น ความชื้นที่เหมาะสมกับบ้านเรา มีผู้รู้กระซิบมาว่า อยู่ที่12-15%)
  • บ้านพักอาศัยหรือสถานที่ที่อยู่กันถาวร ไม่รื้อถอนกันบ่อยๆ
  • พื้นที่ได้ระดับ พื้นขัดมันแล้ว หรือพื้นไม่ได้ระดับแต่สามารถปรับระดับพื้นที่ได้

ขอบคุณ ภาพประกอบ จาก พี่ช่าง

รู้จักวิธีปูพื้นแบบปูกาวกันไปแล้วว่าเป็นวิธีปูที่ใช้ได้กับพื้นที่ปรับระดับ ราบเรียบเสมอกันแล้วพื้นที่ไม่ได้ระดับ แต่สามารถปรับพื้นที่ได้ คราวหน้ามาดูกันว่า แล้วพื้นที่ไม่ได้ระดับ ไม่ราบเรียบ แล้วก็ปรับระดับพื้นที่ไม่ได้อีกด้วย จะทำยังไงดี? จะใช้วิธีปูแบบไหนได้บ้าง 

About the Author

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง