Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

เลือกกระจกสร้างบ้านให้เหมาะกับการใช้งาน

17 Mar 2014 - akanek_ja_ja

ต่อเนื่องจากบทความโลกของกระจกกับการออกแบบอาคาร เมื่อครั้งที่แล้ว ที่เราไปรู้จักตัวละครสำคัญๆ ในแวดวงกระจกกันแล้ว ว่าใครเป็นใคร ทำหน้าที่อะไรกันบ้าง  (ทำความรู้จักตัวละครในวงการกระจก คลิกตรงนี้เลยจ้า ใครเป็นใครในวงการกระจก: โลกของกระจกกับการออกแบบอาคาร )  

 

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกระจกแต่ละชนิด ชื่อแต่ละชื่อที่เขาเรียกกัน หมายถึงอะไร และกระจกแต่ละชนิดเหมาะกับงานออกแบบอาคารแบบไหนกันบ้าง   

 

จุดประสงค์ที่เราเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะในบ้านเราคนที่มีความรู้ ความเข้าใจในการเลือกใช้กระจกในงานออกแบบอาคารยังมีอยู่ในวงจำกัด  ที่รู้ก็รู้กันอยู่ไม่กีคน  ที่รู้บ้าง ไม่รู้บ้างก็มีไม่น้อย   ที่ไม่รู้เลยก็ยิ่งเยอะ (โดยเฉพาะเจ้าของบ้าน)  และถึงจะถูกเหมาเอาว่าการเลือกกระจกมาใช้ในการออกแบบอาคารเป็นเรื่องของสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารหรือผู้รับเหมาก็ตาม  ในฐานะเจ้าของบ้าน เจ้าของโครงการ เราก็ควรจะทราบหรือพอมีความรู้เกี่ยวกับกระจกพวกนี้เอาไว้บ้าง เอาไว้พิจารณาประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้กระจกให้เหมาะสมกับการใช้งาน

 

 

กระจกที่ใช้ในงานออกอาคารจะแบ่งได้ 3 กลุ่มหลักๆ 

1. กระจกวัตถุดิบ (annealed glass) คือ กระจกเกิดขึ้นจากการแปรรูปเม็ดทรายกลายมาเป็นกระจกเป็นแผ่นๆ จากโรงงานผลิตกระจก ส่วนใหญ่จะมีเนื้อใสอมเขียวนิดๆ  ถ้าต้องการกระจกสีๆ ก็สามารถสั่งผลิตได้ในขั้นตอนนี้เลย

 

กระบวนการผลิตกระจก  annealed 

credit  https://www.johnsonwindowfilms.com/dealer/printPage.php?ARTICLE_ID=172

 

 

2. กระจกที่ผ่านกระบวนการเพิ่มเติมเช่นนำมาอบความร้อนเพิ่ม  หรือนำมาโค๊ตติ้งเพิ่ม(เคลือบผิวกระจก) ซึ่งจะทำโดย fabricators (อ่าน ใครเป็นใครในวงการกระจก: โลกของกระจกกับการออกแบบอาคาร )  เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ทำให้กระจกแข็งแรงขึ้น  ทำให้กระจกดัดโค้งได้   หรือเคลือบผิวหน้าเพื่อให้กระจกสะท้อนความร้อน พิมพ์ลวดลายบนผิวกระจก กระจกที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็มีอยู่หลายชนิด เช่น กระจกเทมเปอร์กลาส (Tempered Glass)  กระจกฮีตสเตร็งเทนหรือกระจกที่ทำให้แข็งแรงขึ้นด้วยความร้อน (Heat  Strengthened) กระจก Low-E (Low Emissivity) หรือกระจกที่มีโค๊ตติ้งพิเศษให้สะท้อนแสงได้ กระจกดัดโค้ง  กระจกเคลือบผิว (Coating Glass)  กระจกพิมพ์ลาย (Fritted glass) กระจกพ่นทราย กระจกกัดกรด ฯลฯ

 

3. กระจกที่นำมาประกอบรวมกันตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไป  เพื่อประสิทธิภาพด้านการป้องกันความร้อนหรือความปลอดภัย  เช่น กระจกลามิเนต กระจกฉนวน (Insulated Glass Unit- IGU)

 

คุณสมบัติของกระจกที่ใช้ในงานสถาปัตยกรรม  

 

ข้อเสียอย่างหนึ่งของกระจกคือแตกได้และเมื่อแตกแล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายกับผู้พักอาศัย  กระจกส่วนใหญ่จึงมีคุณสมบัติหลักๆ คือต้องมีความแข็งแรงไม่แตกง่าย และต้องมีความปลอดภัย คือเมื่อแตกแล้วไม่ก่อให้เกิดอันตราย

 

ความแข็งแรง  การทนแรงกระแทก

ถ้าเป็นผนังบ้านเป็นกระจกทั้งผนัง ประตูกระจกหรือหน้าต่างที่เป็นกระจกทั้งบาน หรือพวกท็อปโต๊ะทานอาหาร โต๊ะทำงาน โต๊ะประชุมที่เป็นกระจก หรือฉากกั้นอาบน้ำ กระจกที่ใช้กับงานประเภทนี้ ต้องทนมือทนแรงกระแทกได้เป็นพิเศษ เพราะว่ากระจกพวกนี้จะโดนสัมผัส จับต้องอยู่บ่อยๆ   กระจกที่เหมาะสมกับการใช้งานก็คือ   กระจกเทมเปอร์   กับกระจกฮีตสเตร็งเทน เนื่องจากกระจกทั้งสองตัวนี้ ได้จากกระจกที่ถูกนำมาอบความร้อนซ้ำจนได้เนื้อกระจกที่แข็งแรง ทนแรงกระแทกได้สูง  ส่วนใหญ่แล้วเราจะคุ้นกับกระจกเทมเปอร์มากที่สุด ส่วนกระจกฮีสเตร็งเทนก็มีการใช้งานอยู่บ้างแต่ไม่หลากหลายเท่ากับกระจกเทมเปอร์

 

-  กระจกเทมเปอร์ แข็งแรงกว่ากระจกธรรมดา (กระจกวัตถุดิบ) ประมาณ 3-4เท่า

 

-  กระจกฮีตสเตร็งเทน แข็งแรงน้อยกว่ากระจกเทมเปอร์ แต่แข็งแรงกว่ากระจกธรรมดา2เท่าตัว

 

กระจกเทมเปอร์ ถ้าไม่ผ่านการลามิเนตฟิล์ม เวลาแตก กระจกจะแตกเป็นเม็ดข้าวโพด และร่วงลงมาทันที และที่หลายคนเข้าใจว่ากระจกเทมเปอร์แตกแล้วไม่คมนั้น อาจจะไม่เสมอไป เพราะยังไงก็ยังมีความคมอยู่บ้าง ส่วนกระจกฮีสเตร็งเทน ถ้าไม่มีการลามิเนตฟิล์มไว้ เวลาแตกกระจกจะแตกเป็นปากฉลามเหมือนกระจกทั่วไป แต่กระจกจะไม่ร่วงลงมาทันทีเหมือนกระจกเทมเปอร์ ตัวกระจกจะยึดเกาะกันเองอยู่ชั่วระยะหนึ่ง พอให้เราหาอะไรไปยึดกระจกไม่ให้ร่วงลงมา

 

สภาพกระจกหลังแตก

 

-  กระจกเทมเปอร์ เวลาแตกจะร่วงลงมากองกับพื้นทันที เนื้อกระจกจะไม่เกาะตัวกันแน่น  เป็นเพราะกระจกถูกนำไปอบซ้ำ ด้วยความร้อนแล้วใช้ลมเย็นเป่าให้แห้งภายในเวลาสั้นๆ ทำให้เนื้อกระจกมีความเปราะ เวลาที่โดนกระแทกแรงๆ ก็จะแตกตัว ไม่เกาะตัวรวมกัน

 

-  กระจกเทมเปอร์ แตกเป็นเม็ดข้าวโพด  แต่ก็ยังถือว่าไม่ปลอดภัย 100% เพราะเม็ดกระจกยังมีความคมอยู่

 

 

-  กระจกฮีตสเตร็งเทน แตกแล้วยังเกาะตัวไม่หล่น เนื้อกระจกมีความเหนียวกว่า  เนื่องจากอบด้วยความร้อนแล้วปล่อยให้กระจกเย็นลงช้าๆ ทำให้เนื้อกระจกมีความเหนียวมากกว่า เวลาที่โดนกระแทกแรงๆ จนเกิดการแตกร้าว เนื้อกระจกก็ยังจะเกาะรวมตัวกันอยู่ ไม่หล่นลงมาทันที

 

-  กระจกฮีตสเตร็งเทน แตกเป็นปากฉลาม แต่จะเกาะตัวเป็นแผ่นเหมือนเดิม เห็นเป็นรอยร้าววิ่งเข้าหาเฟรม ทำให้เรามีเวลาหาอะไรมาแปะป้องกันไม่ให้กระจกตกมาแตกกับพื้น

 

กระจกเทมเปอร์กลาส

credit http://www.securadoor.com/show_article/14

 

 

ความปลอดภัย

สำหรับงานผนัง งานตกแต่งอาคารที่ต้องการเรื่องความปลอดภัยกรณีกระจกเกิดแตกขึ้นมา  กระจกที่ใช้กันอาคารรุ่นใหม่ๆ ในบ้านเราจะเป็นกระจกสองแผ่นซ้อนกัน แล้วมีชั้นฟิล์มตรงกลางระหว่างกระจกสองแผ่น  ทั่วไปแล้ว เขาจะเรียกกระจกแบบนี้ว่า กระจกลามิเนต  

 

การลามิเนตกระจกด้วยชั้นฟิล์ม คือ การเอากระจกสองแผ่นมาประกบกันโดยมีชั้นฟิล์มยึดระหว่างกระจกสองแผ่นเอาไว้ โดยแผ่นฟิล์มที่ใช้จะมีคุณสมบัติมีแรงยึดเหนี่ยวค่อนข้างสูง เวลาที่กระจกแตก ชั้นฟิล์มนี้จะยึดกระจกเอาไว้ ไม่ให้ร่วงลงมา  ฟิล์มบางชนิดก็สามารถป้องกันความร้อน หรือสามารถทำให้เนื้อกระจกมีความทึบ สร้างความเป็นส่วนตัวให้กับคนที่อยู่ในอาคาร ในบ้านได้  

 

สมัยก่อน อาคารสูงทั่วไปยังไม่ค่อยมีการใช้กระจกลามิเนตกันซักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะใช้พวกกระจกเทมเปอร์ หลังๆ มา มีการประกาศออกมาเป็นกฏหมายว่า อาคารสูงที่เป็นอาคารกระจก กระจกที่ใช้จะต้องเป็นกระจกลามิเนตเท่านั้น ทำให้สถาปนิกที่เป็นคนสเปคแบบต้องหันไปเลือกใช้กระจกลามิเนตแทนกระจกเทมเปอร์ เพื่อให้แบบอาคารสามารถก่อสร้างได้

 

 ที่เขาออกมากำหนดชัดเจนว่าต้องเป็นกระจกลามิเนตเท่านั้นก็เพราะว่า เคยมีเหตการณ์ที่กระจกบนอาคารสูงแตก เศษกระจกหล่นลงมาข้างล่าง  เพื่อความปลอดภัยของคนและทรัพย์สินค้าที่อยู่ด้านล่างของตัวอาคาร จึงจำเป็นต้องกำหนดให้อาคารสูงใช้กระจกลามิเนตเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย หากเกิดกรณีกระจกแตก กระจกจะไม่ร่วงลงมาเป็นอันตรายกับคนและสิ่งของที่อยู่ด้านล่าง 

 

ด้านความแข็งแรง

 

-  กระจกลามิเนต ถึงจะมีการลามิเนตแผ่นฟิล์มไว้หลายชั้นก็ตาม แต่ถ้าเทียบระหว่างความหนารวมของกระจกลามิเนต กับความหนาของกระจกวัตถุดิบ 1 แผ่น ที่ความหนาเท่ากันแล้ว กระจกวัตถุดิบจะให้ความแข็งแรงมากกว่า

 

-  กระจกลามิเนต แตกแล้วตัวฟิล์มจะยึดกระจกเอาไว้ให้คงรูปเป็นแผ่นเหมือนเดิม ไม่หล่นลงไปกับพื้น  เพราะว่ามีแผ่นฟิล์มติดอยู่ตรงกลาง คอยยึดกระจกทั้งสองแผ่นเอาไว้ ถึงจะแตกละเอียดเป็นเม็ดๆ แต่ก็จะไม่หล่น  

 

-  กระจกลามิเนต เนื้อกระจกแตกแต่จะไม่หล่นลงพื้น  ลักษณะกระจกที่แตกก็จะต่างกันออกไป  ขึ้นอยู่กับชนิดของกระจกที่เลือกมาใช้ ถ้าเป็นกระจกวัตถุดิบก็แตกเป็นปากฉลาม ถ้าเป็นกระจกเทมเปอร์แตกเป็นเม็ดๆ  ส่วนกระจกฮีตสเตร็งเทน จะร้าววิ่งเข้าหาตัวเฟรม แต่จะไม่หล่นลงมากับพื้นเนื่องจากตัวกระจกยังมีแรงยึดเกาะตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง 

 

กระจกลามิเนต

credit http://www.glassinchina.com/product/productDisplay_327739.html

 

 

 

เศษกระจกเทมเปอร์ที่แตกแล้ว

credit http://noithatthegioi.vn/vn/?frame=category&cat=909&kinh-cuong-luc-,-kinh-cuong-luc.html

 

 

 

credit http://www.fusoglass.com/heat-strengthened-glass.php

 

 

 

 

 

 


ประหยัดพลังงาน กันความร้อน

สำหรับคนที่ต้องการกระจกที่มีคุณสมบัติป้องกันความร้อนเข้าบ้าน หรือช่วยประหยัดการใช้พลังงานในอาคาร กระจกที่เหมาะกับความต้องการนี้ จะเป็นกระจกฉนวน หรือ IGU สำหรับอาคารขนาดใหญ่  ถ้าเป็นอาคารขนาดเล็กพวกบ้านพักอาศัย ให้ใช้กระจกลามิเนตฟิลม์กันร้อนแทนจะลงทุนน้อยกว่า  

 

กระจกฉนวน (Insulating Glass Unit = IGU)

กระจกตัวนี้อาจจะเรียกว่าเป็นระบบมากกว่า เพราะเป็นการนำกระจกที่มีคุณสมบัติลดความร้อนหรือลดการแผ่ความร้อน เช่น เคลือบผิวป้องกันความร้อน หรือติดฟิล์มป้องกันความร้อน  มาประกอบเข้ากับชุดเฟรมแล้วนำไปติดตั้ง  เพื่อทำหน้าที่ลดการแผ่กระจายความร้อนจากภายนอกเข้ามาภายใน  โดยมีเฟรมสำหรับใส่กระจกสองแผ่น และมีช่องอากาศอยู่ตรงกลาง 

 

credit http://sophia2707.en.ec21.com/IGU_Glass--4089635_4089888.html

 

 

ถ้าเป็นกระจก 2 แผ่นประกบกัน แล้วมีช่องอากาศตรงกลาง เขาจะเรียกว่า    Double glazing  ถ้ากระจก 3แผ่นประกบกันแล้วมีช่องอากาศตรงกลาง 2 ช่อง เขาจะเรียก Triple glazing  ส่วนกระจกที่ใช้  จะเป็นกระจกที่ลามิเนตฟิล์มบ้าง  กระจก Low-E บ้าง แล้วแต่สถาปนิกผู้ออกแบบจะสเปค 

 

ข้อดี เห็นประสิทธิภาพการป้องกันความร้อน ช่วยประหยัดพลังงานภายในอาคารขนาดใหญ่

 

ข้อเสีย ราคาสูง เหมาะกับอาคารขนาดใหญ่ที่มีการใช้พลังงานมากๆ ถ้านำมาใช้กับบ้านอาจจะไม่ค่อยเห็นว่าช่วยความเปลี่ยนแปลงของการใช้พลังงานซักเท่าไหร่ เนื่องจากพื้นที่น้อยกว่าอาคารใหญ่ๆ  ส่วนบ้านพักอาศัยทั่วไป อาจจะเลือกใช้กระจกเทมเปอร์แล้วติดฟิล์มกันร้อนแทนจะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่า เสียตรงที่ว่าถึงกระจกติดฟิล์มจะช่วยกรองความร้อนที่จะเข้ามาภายในบ้านได้ แต่ความร้อนก็ยังสะสมอยู่ที่แผ่นกระจกอยู่ดี ซึ่งความร้อนที่สะสมอยู่นั้นก็ยังสามารถแผ่เข้าภายในบ้านได้บ้าง 

 


ต้องการลวดลายสวยงาม

 

-  กระจกพ่นทราย ผิวกระจกจะพ่นเป็นลวดลาย หรือจะพ่นให้เป็นฝ้าทั้งแผ่น  จุดด้อยอย่างหนึ่งของกระจกพ่นทรายก็คือ ผิวกระจกส่วนที่พ่นทรายจะมีผิวหยาบ ถ้ามีสิ่งสกปรก คราบต่างๆ ไปติดได้ง่าย แต่ทำความสะอาดยาก

 

-  กระจกกัดกรด เป็นการนำกระจกไปกัดด้วยกรด ทำให้เนื้อกระจกเป็นฝ้า ทางวิทยากรบอกว่า เดี๋ยวนี้กระจกกัดกรดไม่มีใครทำในบ้านเราแล้ว ต้องสั่งนำเข้าจากจีนเท่านั้น  ดังนั้นใครที่ซื้อกระจกกัดกรดไปก็ทราบไว้เลยว่า ซื้อของที่นำเข้ามาจากเมืองจีน

 

-  กระจกลายผ้า  เป็นการนำกระจกไปพิมพ์ลายบนผิวกระจก กระจกที่ได้ผิวก็จะไม่เรียบ

 

-  กระจกพิมพ์ลาย (Fritted glass) เป็นการนำลวดลายพิมพ์วางลงไปตั้งแต่ตอนที่กระจกอยู่ในเตาอบ ตัวลายจะติดอยู่ในเนื้อกระจก ส่วนใหญ่นิยมใช้กับงานตกแต่งภายนอก เช่น หลังคาทางเดินนอกตัวอาคาร เนื่องจากลวดลายบนกระจกช่วยกรองแสงแดดได้  และให้เงาสะท้อนเป็นลวดลายสวยงาม แปลกตา

 

 

ต้องการกระจกใสมากๆ สีไม่เพี้ยน

 

ในบางสถานที่ ที่ต้องการความใสของกระจกจริงๆ หรือเพื่อให้วัตถุสิ่งของที่อยู่หลังกระจกสีไม่เพี้ยนไปจากของจริง  นักออกแบบเขาจะเลือกใช้กระจกชนิดพิเศษอีกชนิดหนึ่ง ชื่อว่า กระจก Low-iron glass 

กระจก  Low-Iron glass  เป็นกระจกที่ผลิตออกมาได้ใสกว่ากระจกใสทั่วไป ที่บอกว่าใสมากกว่าก็เป็นเพราะมีกระบวนการบางอย่างเพิ่มเข้าไปในระหว่างการผลิต ทำให้กระจกมีความใสมากขึ้น ซึ่งเดากันเล่นๆ จากชื่อ ว่าอาจจะเป็นเจ้า iron นี่เองที่มีผลกับความใสของกระจก 

 

โดยมากแล้ว กระจก low-iron glass ใช้กับพวกโชว์รูมสินค้าที่ไม่ต้องการให้สีของสินค้าเพี้ยน เช่น โชว์รูมกระเป๋าหลุยส์, โชว์รูมรถยนต์หรู , เครื่องประดับหรือสินค้าที่ต้องการความเที่ยงตรงของสี เพราะต่อให้เป็นกระจกใส(ซึ่งติดสีเขียวหน่อยๆ ) เวลามองผ่านกระจกเข้าไปแล้วก็จะมีโอกาสที่จะทำให้ของที่มองเห็นสีเพี้ยนได้

 

วิทยากรบอกวิธีสังเกตว่าเป็นกระจกใสธรรมดาหรือกระจก low-iron glass  ง่ายๆ คือ ให้มองที่สันกระจก ถ้าสันเป็นสีเขียวใส ก็แสดงว่าเป็นกระจกใสธรรมดา แต่ถ้าสันก็เห็นเป็นเนื้อกระจกใส แสดงว่าเป็นกระจก Low-iron glass  

 

แน่นอนว่า เมื่อกระบวนการผลิตมีขั้นตอนเพิ่มเพื่อให้ได้คุณสมบัติพิเศษขนาดนี้ ราคาย่อมสูงกว่ากระจกใสปรกติ ห้างร้านที่ใช้กระจกประเภทนี้มักจะเป็นสินค้าระดับ Hi-end  จริงๆ

 

เทียบกันระหว่าง กระจก  Annealed  กับกระจก Low-iron glass จะเห็นถึงความใสที่ต่างกันชัดเจน

credit : http://www.jaykhodiyarglass.com/

 

 

 

กระจกตกแต่ง/เพื่อความเป็นส่วนตัว

นอกจากกระจกหลักๆ ที่ใช้ทั่วไปในงานตกแต่งอาคารแล้ว ยังมีกระจกพิเศษ ที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในงานออกแบบอาคารเช่นกัน เช่น

 

กระจก Reflective 

 

เป็นกระจกที่คนนิยมใช้เพื่อความเป็นส่วนตัว เพราะตัวกระจกเคลือบผิวมันวาวสูง  ส่วนใหญ่จะใช้ตามสถานที่ที่ไม่ต้องการให้คนภายนอกมองเข้ามาเห็นภายใน เช่น คอนโดฯ ออฟฟิศ หรืออาคารบ้านเรือนที่อยู่ติดถนน หรือมีคนสัญจรพลุกพล่าน ด้วยควาทที่เนื้อกระจกมีการเคลือบจนเนื้อกระจกมีความทึบแสง ทำให้คนที่อยู่ข้างนอกไม่สามารถมองทะลุเข้าไปภายในได้ 

 

credit http://lgliui.wordpress.com/author/lgliui/page/18/

 

 

แต่พึงระวังเอาไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ด้านใดของกระจกสว่างกว่า คนที่อยู่ด้านที่มืดกว่าจะสามารถมองทะลุกระจกเข้าไปเห็นในห้องได้ชัดแจ๋ว ที่นีลองคิดดูว่า ถ้าเป็นคอนโดฯ แล้วห้องน้ำเป็นกระจก แล้วติดกระจก Reflective    ถ้าเป็นเวลากลางวันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เมื่อใดที่ในห้องน้ำเปิดไฟตอนกลางคืน คนที่อยู่นอกตัวอาคารจะมองเห็นห้องน้ำได้ทะลุปรุโปร่ง  ถ้าไม่อยากให้คนอื่นๆ ได้เห็นรสนิยมการตกแต่งห้องน้ำของเรา คนที่ซื้อคอนโดฯ แล้วห้องน้ำทำเป็นผนังกระจก อย่าลืมสอบถามให้แน่ชัดว่ากระจกติดฟิล์มอะไร ใช่กระจก Reflective หรือเปล่าด้วยนะคะ    อีกปัญหาหนึ่งคือ กระจก Reflective    มักจะมีสะท้อนแสงออกไปรบกวนสายตาคนที่ผ่านไปมาในบริเวณนั้น หรือไปรบกวนคนที่อยู่ตึกใกล้ๆ กัน 

 

กระจกดัดโค้ง 

ส่วนใหญ่แล้วจะใช้กับงานออกแบบอาคารที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของดีไซน์รูปทรงของกระจก  โดยมากแล้วมักจะเป็นอาคารโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณะเฉพาะตัว (บ้านเราไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไหร่) โดยผู้แปรรูปกระจกจะนำกระจกวัตถุดิบหรือกระจก A/N  มาผ่านความร้อน พอให้กระจกอ่อนตัวโค้งไปตามรูปร่างของแม่พิมพ์

 

ข้อดี  ได้กระจกรูปทรงโค้งมน ปรับให้อาคารดูแปลกตาขึ้น สร้างเอกลักษณ์ให้กับอาคารให้โดดเด่นได้

 

ข้อเสีย นอกจากจะมีราคาสูงแล้ว การผลิตกระจกดัดโค้งมีข้อจำกัดเรื่องขนาดและรัศมีความโค้ง ต้องตรวจสอบกับผู้แปรรูปก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่  

credit http://www.asymetric.eu/terpered.html

 

 

พอจะเห็นภาพกว้างๆ ของการใช้กระจกเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ กันแล้วใช่มั้ยคะ  ว่ากระจกแต่ชนิดมีคุณสมบัติเด่นที่เหมาะกับการใช้งานในแต่ละแบบ ขึ้นอยู่กับว่าคนเลือก เลือกไปใช้กับงานอะไร  ทางวิทยากรให้ความเห็นไว้ในตอนท้ายๆ ของการอบรมว่า การเลือกใช้กระจกไปใช้กับงานออกแบบ ตกแต่งอาคาร ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าของบ้านอยากได้กระจกแบบไหน เพื่อวัตถุประสงค์อะไร  

เนื่องจากว่า กระจกเป็นวัสดุที่สั่งผลิตได้ตามความต้องการ ต่อยอดคุณสมบัติได้หลากหลาย  จะต้องการกระจกที่แข็งแรงแล้วยังป้องกันความร้อนได้ด้วย หรือแค่ต้องการกระจกที่แข็งแรงอย่างเดียวก็สามารถทำได้  อย่าลืมว่า ความต้องการที่พิเศษมากขึ้น ราคาก็จะสูงตามขึ้นไปด้วย รวมถึงอุปกรณ์ติดตั้ง ชุด fitting  ที่ใช้ก็มีหลากหลายราคาให้เลือก ยิ่งหน้าตาสวย วัสดุดี ราคาก็จะยิ่งสูง  ตรงนี้ก็ต้องอยู่ที่เจ้าของบ้านด้วยว่า พร้อมในเรื่องงบประมาณและพร้อมจะลงทุนมั้ย?

 

ต้องขอบคุณอีกครั้งที่ทาง fanpage  Architectural Glass Detailer (AGD)  ชวนเราไปฟังการอบรมงานกระจกในการออกแบบอาคาร ร่วมกับบุคคลากรจากบริษัทสถาปนิก บริษัทออกแบบตกแต่งภายใน บริษัทที่ปรึกษาฯ ผู้ประกอบการ ผู้รับเหมาผนังสาขาอื่นๆ ที่สนใจงานกระจกอาคารในครั้งนี้ไว้ด้วย

 

Showcase

About the Author

กอง บก. AKANEK - มีกันอยู่ 2-3 คน ไม่ดุ ไม่กัด เขียนทุกวัน เขียนทุกเรื่อง