Rolls Royce ของไม้เอ็นจิเนียร์
ฟัง พุทธธรรม ชุด
Furniture
ลงโฆษณา
พระไตรปิฎกเสียง คลิก

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด!?!? หรือว่าฟุกุชิมาจะเป็น Chernobyl รอบสอง?

13 Mar 2011 - jamesfreedom

เหตุผลที่พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน

ในปัจจุบันเรามีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ทำงานปั่นไฟฟ้าอยู่ประมาณ 400 กว่าเตากระจายอยู่ตามโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกทั่วโลก คิดเป็นปริมาณไฟฟ้า 375 gigawatts (GW) ในขณะที่ปริมาณการบริโภคไฟฟ้าของทั้งโลกในปัจจุบันอยู่ที่ 15 terawatts (TW)

Derek Abbott แห่ง University of Adelaide มีความเห็นว่าถ้าระดับปริมาณบริโภคและประสิทธิภาพของเตาปฏิกรณ์ยังคงอยู่เป็นเช่นนี้ โลกอนาคตที่ไฟฟ้าทุกวัตต์มาจากพลังงานนิวเคลียร์และมีให้ใช้ไปตลอดกาลไม่มีทางเป็นไปได้จริงแน่ เหตุผลของเขามีดังนี้

  1. พื้นที่ในการตั้งโรงไฟฟ้า - โดยเฉลี่ยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หนึ่งโรงต้องการใช้พื้นที่บนโลก 20.5 ตารางกิโลเมตร อันนี้นับรวมหมดเลยตั้งแต่พื้นที่ของตัวโรงไฟฟ้า, พื้นที่อพยพ, เหมืองแร่นิวเคลียร์, การวางระบบสาธารณูปโภค ถ้าดูเอาจากปริมาณการบริโภคไฟฟ้า 15 terawatts เราต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 15,000 โรงเป็นอย่างต่ำ ซึ่งการที่จะจับยัดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวนนี้ลงไปในผังเมืองทั่วโลกคงจะสร้างสีสันให้ม็อบได้อีกหลายม็อบเลยแหละ

  2. อายุของโรงไฟฟ้า - โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไปมีอายุขัยอยู่เพียง 40-60 ปีเท่านั้น ถ้าเรานับต่อเนื่องจากข้อ 1 โลกที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 15,000 โรงจะต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กันใหม่เกือบทุกวัน นี่ถ้านับระยะเวลาการสร้างโรงไฟฟ้าแต่ละโรงที่กินเวลา 6-12 ปีเข้าไปด้วย ก็แปลว่าต้องสร้างกันเป็นวันละร้อยๆ โรงเลยทีเดียว

  3. กากนิวเคลียร์ - การกำจัดกากนิวเคลียร์ที่เป็นของเหลือของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้ไม่ได้แล้วนั้นยุ่งยากพอๆ กับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่เลย ดีไม่ดีจะยากกว่าด้วยซ้ำไป

  4. อุบัติเหตุ - แม้อุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเป็นเรื่องที่เกิดได้น้อยมาก แต่กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 15,000 โรงที่ต้องทุบทิ้งๆ สร้างใหม่ๆ ทุกวัน อัตราเพียงน้อยนิดก็อาจจะหมายถึงการมีเรื่องตื่นเต้นให้ลุ้นกันทุกเดือนก็ได้

  5. การดูแล - ทรัพยากรที่ต้องใช้ในการดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พร้อมกัน 15,000 โรงเป็นเรื่องที่เราหาไม่ได้ในตอนนี้และก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตก็จะยังคงหาไม่ได้ โดยเฉพาะทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ

  6. ปริมาณแร่ยูเรเนียมบนโลก - โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 15,000 โรงจะต้องใช้แร่ยูเรเนียมเป็นเชื้อเพลิงอย่างมหาศาล ถ้าเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยังคงมีประสิทธิภาพเท่าปัจจุบัน ภายใน 5 ปีแร่ยูเรเนียมในเปลือกโลกจะหายากเกินกว่าที่จะคุ้มทุนในทำเหมือง แม้จะสกัดแร่ยูเรเนียมจากมหาสมุทรได้ ภายใน 30 ปี แร่ยูเรเนียมในน้ำทะเลก็จะเจือจางเกินกว่าจะมีประโยชน์อะไร

  7. ปริมาณแร่โลหะหายาก - การสร้างเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ไม่ใช่แค่เอายูเรเนียมมาปั้นเป็นก้อนๆ แล้วห่อใบตองจัดวางไว้ในตะกร้า แต่การหลอมแท่งเชื้อเพลิงขึ้นมาสักอันต้องใช้โลหะหายากอีกหลายชนิด เช่น hafnium ที่ทำหน้าที่ดูดซับนิวตรอน, beryllium ที่ทำหน้าที่สะท้อนนิวตรอน, zirconium ทำแท่งหุ้ม, niobium ที่ไว้ผสมให้แท่งหุ้มทนทานยิ่งขึ้น เป็นต้น ในเมื่อชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า "หายาก" ดังนั้นเรื่องที่จะมีโลหะพวกนี้พอสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พร้อมกัน 15,000 โรงจึงเป็นการฝันเฟื่องที่ไร้เหตุผลสิ้นดี

Derek Abbott ยังบอกอีกว่าแม้แต่พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืนนัก ปัญหาทั่วไปอย่างเช่นเรื่องพื้นที่หรือการดูแลก็ไม่ได้ต่างจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน ทางเลือกที่ดูแล้วดีที่สุดสำหรับมนุษย์คงเลี่ยงไม่พ้นการเก็บเกี่ยวพลังงานจากแสงอาทิตย์โดยตรง แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันทางเลือกนี้คงต้องรอกันอีกนาน

แต่อย่างว่าแหละ พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เราทนใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็สร้างมลภาวะเสียเหลือเกิน ไม่ลดก็ไม่ได้ หรือครั้นจะให้กลับเข้าไปอยู่ถ้ำมืดๆ ก็คงไม่มีใครยอม สุดท้ายเราก็คงต้องพึ่งพระรองอย่างพลังงานนิวเคลียร์ไปก่อนจนกว่าจะมีนารีขี่ม้าขาวมาช่วยสินะ

ที่มา : Jusci

Update 12 April 201 : ปรับระดับความรุงแรง เป็นระดับ 7 (ระดับสุงสุดเท่า เชอโนบิล)

The Japanese government's nuclear safety agency has decided to raise the crisis level of the Fukushima Daiichi power plant accident from 5 to 7, the worst on the international scale.



The Nuclear and Industrial Safety Agency made the decision on Monday. It says the damaged facilities have been releasing a massive amount of radioactive substances, which are posing a threat to human health and the environment over a wide area.



The agency used the International Nuclear and Radiological Event Scale, or INES, to gauge the level. The scale was designed by an international group of experts to indicate the significance of nuclear events with ratings of 0 to 7.



On March 18th, one week after the massive quake, the agency declared the Fukushima trouble a level 5 incident, the same as the accident at Three Mile Island in the United States in 1979.



Level 7 has formerly only been applied to the Chernobyl accident in the former Soviet Union in 1986 when hundreds of thousands of terabecquerels of radioactive iodine-131 were released into the air. One terabecquerel is one trillion becquerels.



The agency believes the cumulative amount from the Fukushima plant is less than that from Chernobyl.



Officials from the agency and the Nuclear Safety Commission will hold a news conference on Tuesday morning to explain the change of evaluation.

ที่มา : Nhkworld

 

Update 19 Mar 2011 :14:07 ระบบหล่อเย็น 2 ตัว เริ่มทำงานได้แล้ว

 

รัฐบาลกล่าวว่าชิ้นส่วนของระบบหล่อเย็น 2 ใน 6 เครื่องของเตาปฏิกรณ์โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์  ไฟฟุกุชิมะ Daiichi ได้รับการยืนยันว่าทำงานได้แล้ว

 

ที่มา : NHKworld

 

Update 18 Mar 2011: 10:21 p.m. รัฐบาลญี่ปุนได้ปรับเพิ่มการประเมินผลของความรุนแรงของภัยพิบัติของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากเดิมอยู่ที่ระดับ 4 ขึ้นไปเป็นระดับที่ 5 แล้ว

 

เมื่อเวลา 20:01น. ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่น หรือประมาณ 6 โมงเศษๆในประเทศไทย  รัฐบาลญี่ปุ่น และ IAEA ได้ถ้อยแถสงการว่าด้วยเรื่องการปรับเพิ่มการประเมินผลของความรุนแรงของภัยพิบัติของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากเดิมอยู่ที่ระดับ 4 ขึ้นไปเป็นระดับที่ 5 (สูงสุดอยู่ที่ระดับที่ 7 ดูแผนผังได้หลังข่าวครับ) แล้ว ซึ่งเป็นระดับเดียวกับอุบัติเหตุโรงไฟฟ้า Tree mile Island ในปี 1979 ซึ่งการปรับระดับคราวนี้ หน่วยงานกล่าวว่าการปรับระดับขึ้นเนื่องจากมากกว่าร้อยละ 3 ของแท่งเชื้อเพลิงได้รับความเสียหายและสารกัมมันตรังสีได้รั่วจากโรงงานในขณะนี้

 

"อ่านแล้วอย่าเพิ่งตกใจนะครับว่า ทำไมข่าวเมื่อวานยังบอกสถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมาดีขึ้นแล้วอยู่เลย ดีขึ้นภาษาอะไรถึงได้ยกระดับ? คือคำว่า "ดีขึ้นแล้ว" หมายถึงตัวสถานการณ์ในโรงไฟฟ้าซึ่งเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมได้มากขึ้นตามลำดับ แต่ระดับของ INES เป็นการนิยามระดับความรุนแรงของผลกระทบจากเหตุการณ์เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ผู้บริหารระดับนโยบาย สื่อสารมวลชน คนทั่วไป ฯลฯ การยกระดับครั้งนี้จะทำให้ประเทศญี่ปุ่นและ IAEA กำหนดแผนจัดการกับวิกฤติการณ์การรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีได้เข้มงวดมากขึ้น" From : Jusci.net

 

Friday, March 18, 2011 20:01 +0900 (JST)

 

ที่มา : NHKWORLD

 

เกณฑ์มาตรฐาน International Nuclear Event Scale (INES) ของ IAEA

 

รูปแสดงระดับนิวเคลียร์

ที่มา: IAEA

Update 18 Mar 2011 - รายงาน สาถานะการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิม่าดีขึ้นแล้ว(?)

 

หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิขนาดยักษ์ถล่มชายฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น (Sendai Earthquake) ในวันที่ 11 มีนาคม 2011 โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมาก็อยู่ในสภาพวิกฤติตึงเครียดมาตลอด แต่เมื่อตอนเช้าของวันที่ 17 มีนาคมผ่านพ้นไปด้วยดี สถานการณ์ต่างๆ ก็ดูเหมือนกำลังจะคลี่คลาย

 

วิกฤติเริ่มต้นจากการระเบิดของก๊าซไฮโดรเจนที่เตาปฏิกรณ์ที่ 1 ของโรงไฟฟ้า Fukushima Daiichi ในวันที่ 12 มีนาคม ตามด้วยการระเบิดอย่างเดียวกันที่เตาที่ 3 และ 2 ตามลำดับในวันต่อๆ มา และสถานการณ์ก็ย่ำแย่อย่างหนักหลังจากการเกิดเพลิงไหม้และระเบิดที่อาคารเตาที่ 4 ในวันที่ 15 ด้วยสาเหตุจากความร้อนสะสมที่แท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ว (ปํญหานี้ต่อมาก็เกิดกับเตาปฏิกรณ์ที่ 3 ด้วย) หลังจากนั้นข่าวเหตุการณ์ก็ดูเหมือนอลเวงไปหมด เดี๋ยวมีรายงานเตานั้นระเบิด เดี๋ยวเตานี้ไฟไหม้ (ผมขอโทษด้วยที่ไม่สามารถลำดับเหตุการณ์แน่ชัดได้ แต่ผ่านไปสักพักคงมีข่าวสรุปออกมาให้อ่านกันจนเบื่อเลยแหละ) แต่หนักสุดๆ ก็คงเป็นเตาที่ 2, 3 และ 4 ซึ่งมีการรั่วไหลของกัมมันตรังสีในระดับที่เป็นอันตราย (ค่าที่วัดได้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2011 อยู่ประมาณ 3-4 millisieverts ต่อชั่วโมง)

 

เมื่อตอนเช้า 9:48 น. ของวันที่ 17 มีนาคม (ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น) เฮลิคอปเตอร์ CH-47 Chinook ของกองกำลังปกป้องประเทศได้เข้าไปโปรยน้ำทะเลเป็นตันๆ ลงมาหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ที่ 3 และ 4 หลังจากที่เมื่อวานต้องยกเลิกภารกิจเนื่องจากมีการแผ่รังสีสูงเกินไป

 

แม้ว่าผู้ที่เข้าไปสังเกตการณ์จะเชื่อว่าน้ำจากเฮลิคอปเตอร์ไม่ช่วยอะไรมากนัก เพราะน้ำไปตกนอกเป้าเสียเกือบหมด แต่ก็เป็นนิมิตหมายอันดี ต่อมาเจ้าหน้าที่ TEPCO, ตำรวจ, และทหารก็สามารถลำเลียงรถดับเพลิงเอาปืนฉีดน้ำเข้ามารดน้ำหล่อเลี้ยงเตาปฏิกรณ์ที่มีปัญหาทั้งหมดได้ แม้ในตอนแรกจะยุ่งยากไปสักหน่อย เพราะติดอุปสรรคดินโคลนและสิ่งกีดขวางที่คลื่นสึนามิซัดเข้ามาทิ้งไว้ (รถดับเพลิงนี้ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติการได้โดยไม่ต้องออกมาจากตัวถังรถ)

 

TEPCO รายงานสถานการณ์ในตอนนี้ว่าเจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปกู้ระบบควบคุมไฟฟ้าและระบบหล่อเย็นหลักในสถานีได้แล้ว หวังว่าอีกไม่นานระบบต่างๆ ก็จะกลับมาทำงานได้ตามปกติ

 

เท่าที่ทราบล่าสุด แท่งเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์ที่ 1, 2 และ 3 ถูกน้ำทะเลฉีดเข้าท่วมหมดและเริ่มเย็นลงแล้ว ไม่น่าจะเกิดระเบิดขึ้นมาได้อีก เพราะฉะนั้นตอนนี้ความกังวลก็เหลือเพียงแค่ว่า suppression pool หรือ torus ในเตาที่ 2 และ 3 มีการรั่วมากน้อยแค่ไหน?

 

ศาสตราจารย์ Barry Brook แห่ง University of Adelaide ให้ความเห็นว่า "จุดเลวร้ายสุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว"

To be honest, and I don't want to sound too optimistic, but I think the worst is probably over.

แน่นอน คนที่ควรจะได้รับคำชมเชยมากที่สุดในวิกฤติครั้งนี้คือ เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปควบคุมสถานการณ์ทุกท่าน เพราะครั้งนี้ถือเป็นงานที่เสี่ยงพอๆ กับการเดินเข้าสมรภูมิเลยทีเดียว กัมมันตภาพรังสีที่พวกเขาได้รับอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว เช่น เพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง เป็นต้น

 

ที่มา : Jusci.net

 

"จุดกำเนิดของแผ่นดินไหวที่เซนไดอยู่เหนือความคาดหมายของนักวิทยาศาสตร์"

 

วิกฤติการณ์นิวเคลียร์ของญี่ปุ่นในตอนนี้อาจจะทำให้หลายคนสงสัยว่าแล้วทำไมญี่ปุ่นจึงเอาโรงงานไฟฟ้าไปวางไว้ใกล้จุดกำเนิดแผ่นดินไหวขนาดนั้น คำตอบในวันนี้คือ นักวิทยาศาสตร์คาดไม่ถึงว่าบริเวณนั้นจะมีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้

 

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่วางตรงจุดบรรจบระหว่างแผ่นดินสี่แผ่นพอดี ได้แก่แผ่น Pacific (PA), Okhotsk (OK), Amur (AM), และ Philipine Sea (PS) อย่างไรก็ตามส่วนที่บรรจบระหว่างสี่แผ่นนั้นอยู่ค่อนไปทางใต้ของประเทศ และเกิดแผ่นดินไหวบ่อยจนนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่กว่า 8 ริกเตอร์ทุกๆ 150 ปีอยู่แล้ว ขณะที่เมืองเซนไดนั้นมีประวัติแผ่นดินไหวมากกว่า 7 ริกเตอร์บ้าง แต่ไม่เคยมีครั้งที่มากกว่า 8 ริกเตอร์เลยในหลายร้อยปีที่ผ่านมา

โดยปรกติแล้วแผ่นเปลือกโลกที่ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดคือแผ่นฟิลิปปินส์ (PA) ที่ยังอายุน้อยและเคลื่อนตัวบ่อย ขณะที่แผ่นแปซิฟิกนั้นค่อนข้างนิ่ง โดยมันเคลื่อนตัว 8 เซนติเมตรต่อปี ความเครียดที่เกิดขึ้นอาจจะสะสมมาเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตามความวางใจนี้อาจจะเกิดจากการที่นักวิทยาศาสตร์มองย้อนกลับไปไม่นานพอ โดยในปี 2007 เคยมีรายงานการศึกษาถึงบันทึกและหลักฐานแผ่นดินไหวในบริเวณเดียวกันตั้งแต่ปี 869 และประเมินไว้ว่าจะมีแผ่นดินไหวระดับ 8.1 ถึง 8.3 ริกเตอร์ภายใน 30 ปีข้างหน้าอย่างไรก็ตามมันเป็นการคาดการณ์จากบันทึกและหลักฐานแวดล้อมที่ย้อนกลับไปนานถึงกว่า 1,100 ปี (รายงานฉบับนี้ระบุว่าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่นี้น่าจะเกิดขึ้นทุกๆ 1,000 ปีในบริเวณเดียวกัน)

รูปภาพประกอบครับ

แผนที่แผ่นดินสี่แผ่นของญี่ปุ่น ทางใต้คือแผ่นฟิลิปินส์ที่มักเคลื่อนตัวบ่อย (ภาพโดย Eric Gaba)


แผนที่แผ่นดินสี่แผ่นของญี่ปุ่น ทางใต้คือแผ่นฟิลิปินส์ที่มักเคลื่อนตัวบ่อย (ภาพโดย Eric Gaba)

แผนที่แผ่นดินไหวบริเวณเมืองเซนไดปี 2011
แผนที่แผ่นดินไหวบริเวณเมืองเซนไดปี 2011 และ aftershock ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

 

 

ที่มา : Jusci.net

 

Update 16 Mar 2011 - "TEPCO แสดงภาพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงที่ 4 หลังจากเหตุไฟไหม้"

 

ภาพความเสียหายเตานิวเคลียร์ที่4

 

ซึ่งในภาพแสดงให้เห็นว่าพนังชั้นนอกของตัวอาคารของโรงงานนั้นพังทลายลงมาเกิดความเสียหายค่อนข้างมากกับตัวโรงงาน

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากที่มาของข่าว

 

ที่มา :NHKWORLD

 

Update 16 Mar 2011 - "ปัญหาใหม่ของโรงงานไฟฟ้าฟุกุชิมา: ระดับน้ำหล่อเย็นแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ว เริ่มมีปัญหา"

 

 

หลังจากเมื่อเช้าเกิดไฟไหม้ขึ้นในบริเวณเตาปฎิกรณ์หมายเลข 4 ของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมาก่อให้เกิดคำถามว่าเกิดอะไรกันขึ้น โดยตอนนี้ยังไม่มีทางรู้ที่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่ของโรงงานไฟฟ้าระบุว่าปัญหาอาจจะเกิดจากบ่อเก็บแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วนั้นเดือดขึ้นมา

 

แท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ว (spent nuclear fuel) เป็นแท่งสารกัมมันตภาพรังสีที่มีระดับกัมมันตภาพรังสีในระดับต่ำจนไม่อาจจะก่อปฎิกิริยาลูกโซ่ได้อีกต่อไป จึงต้องถอดจากเตาปฎิกรณ์แล้วไปเก็บรักษาไว้ในบ่อน้ำ เพื่อลดความร้อนที่เกิดจากการสลายตัวอย่างต่อเนื่อง

 

โดยปรกติแล้วแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วเหล่านี้ก่อความร้อนไม่มากนัก โดยหลังการปิดเตาปฏิกรณ์ความร้อนจะอยู่ที่ 1.5% เมื่อผ่านไปหนึ่งวันจะอยู่ที่ 0.4% และผ่านไปหนึ่งสัปดาห์จะอยู่ที่ 0.2% ความร้อนระดับนี้ไม่ต้องการการหล่อเย็นอย่างหนักเหมือนตัวเตาปฎิกรณ์ แต่ก็ยังต้องการการหมุนเวียนของน้ำเพื่อระบายความร้อนอย่างต่อเนื่อง

ทาง TEPCO ผู้ดำเนินงานของโรงงานไฟฟ้าฟุกุชิมาระบุว่าตอนนี้ยังไม่สามารถยืนยันระดับน้ำของบ่อเก็บแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วเหล่านี้ได้ โดยระดับน้ำอาจจะลดต่ำลงจนทำให้ตัวแท่งเชื้อเพลิงโผล่พ้นระดับน้ำขึ้นมาแล้ว (ซึ่งจะทำให้มีการแผ่ความร้อนไปทั่ว)

 

TEPCO ยังยืนยันไม่ได้ว่าการระเบิดบริเวณเตาปฎิกรณ์หมายเลข 4 นั้นเกิดจากแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วเหล่านี้โผล่พ้นระดับน้ำ และไอน้ำในห้องเก็บแท่งเชื้อเพลิงหรือไม่

 

อุณภูมิของแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ววัดเมื่วันจันทร์ที่ผ่านมาพบว่าน้ำมีอุณภูมิ 84 องศาเซลเซียส เหนือกว่าอุณภูมิปรกติที่จะอยู่ในระดับ 40-50 องศา ส่วนอุณภูมิของบ่อเก็บแท่งเชื้อเพลิงในเตาปฎิกรณ์หมายเลข 5 และ 6 นั้นก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกเช่นกัน โดยเตาปฎิกรณ์หมายเลขสี่นั้นเก็บแท่งเชื้อเพลิงทั้งหมดเอาไว้ในบ่อเนืองจากการหยุดการทำงานเพื่อเปลี่ยนตัวถังเตาปฎิกรณ์ ขณะที่เตาปฎิกรณ์หมายเลข 5 และ 6 นั้นเก็บแท่งเชื้อเพลิงไว้ในบ่ออยู่หนึ่งในสามของแท่งเชื้อเพลิงทั้งหมด

 

หลังจากการปั๊มน้ำทะเลเข้าไปยังเตาปฎิกรณ์หมายเลข 1, 2, และ 3 แล้วก็ยังพบว่าแท่งเชื้อเพลิงในบ่อเก็บยังคงโผล่พ้นน้ำ

ภาพตัวอย่างบ่อเก็บแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วจากโรงงานไฟฟ้า PG&E's Diablo Canyon

ภาพตัวอย่างบ่อเก็บแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วจากโรงงานไฟฟ้า PG&E's Diablo Canyon

 

วีดีดีโอประกอบข่าวจาก YouTube ครับ

 

 

ที่มา - Kyodo News , Jusci.net

 

 

ช่วงนี้เกิดโศกนาถกรรมแผ่นดินใหญ่ที่ญี่ปุ่น เกิดความเสียหายใหญ่หลวงมาก แถมหนำซ้ำเคราะห์ร้ายของญี่ปุ่นมีมีเหตุการณ์โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ระเบิดอีกรอบ วันนี้เลยเอาข่าวที่แฝงความรู้เชิงวิชาการที่อ่านเข้าใจง่ายๆเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิม่าระเบิดมาให้อ่านกันครับ ต้นฉบับนั้นมาจากที่ JuSci.net ล้วนๆเลยครับ เป็นเว็บไซท์รวมข่าวเกี่ยวกับแวดวงวิทยาศาสตร์ล้วนๆ แต่เข้าใจง่ายครับ สามารถเข้าไปอ่านข่าวๆตรงๆจากที่นั่นเลยก็ได้ครับ ขออนุญาตนำข่าวมานำเสนอให้ชาวเอกเขนกได้อ่านหรือจะเข้าไปอ่านตรงๆที่ที่มาใน เครดิตท้ายข่าวก็ได้นะครับ เพราะอ่านแล้วเข้าใจง่ายมากเลย 

 

Breaking News - ไฟไหม้เตาปฎิกรณ์ที่ 4 ของโรงงานไฟฟ้าฟุกุชิมะ และคาดว่าเมฆปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีระดับต่ำมุ่งหน้าสู่โตเกียวภายในสิบชั่วโมง

 

ที่มา: Reuters.com 

 

15 มีนาคม 2011 - เกิดระเบิดที่เตาปฏิกรณ์ที่ 2 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมา

    

เมื่อเวลา 6:10 น. ของวันที่ 15 มีนาคม 2011 ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น มีเสียงระเบิดดังขึ้นที่บริเวณเตาปฏิกรณ์ที่ 2 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมาโรงที่ 1 (Fukushima Daiichi Plant)

 

การระเบิดในครั้งนี้คาดกันว่าน่าจะสร้างความเสียหายให้กับส่วนที่เรียกว่า suppression pool ในอาคารเตาปฏิกรณ์

 

suppression pool เป็นส่วนที่ต่อกับเตาปฏิกรณ์โดยตรง เพื่อกักเก็บป้องกันไม่ให้กัมมันตภาพรังสีที่อยู่ข้างในเตารั่วไหลออกสู่ภายนอก จากการวัดอัตราการแผ่รังสีบริเวณรอบเตาปฏิกรณ์เมื่อเวลา 8:31 น. (เวลาประเทศญี่ปุ่น) พบว่ามีค่าสูงถึง 8,217 microsieverts ต่อชั่วโมง กระโดดจากตัวเลข 1,941 ซึ่งวัดเพียง 40 นาทีก่อนหน้านั้น ตัวเลขของการแผ่รังสีก่อนหน้าจะระเบิดไม่นานนัก คือ 882 microsieverts ต่อชั่วโมง (ตัวเลขนี้ปรับลดแล้ว ตอนแรกรายงานอยู่ที่ 965.5 microsieverts ต่อชั่วโมง) แสดงให้เห็นว่า suppression pool คงเสียหายเล็กน้อยอยู่แล้วก่อนจะมีการระเบิดเสียอีก

 

การแผ่รังสีระดับนี้ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์แล้ว ตามมาตรฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อนุญาตให้มีการแผ่รังสีได้ไม่เกิน 1,000 microsieverts ต่อปี และเจ้าหน้าที่ของ TEPCO บอกว่าหากตัวเลขพุ่งขึ้นถึง 1,000,000 microsieverts เมื่อไร การแผ่รังสีจะกระทบต่อสุขภาพประชาชนรอบโรงไฟฟ้าเป็นวงกว้าง

 

UPDATE 15-03-2011 23:30
มีรายงานมาว่าอัตราการแผ่รังสีได้ลดลงแล้ว จากการวัดเมื่อเวลาประมาณบ่ายสามโมงตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น เหลือเพียง 600 microsieverts ต่อชั่วโมง เท่านั้น - ที่มา The Register, Jusci.net

 

ถ้าไม่รู้ว่า suppression pool มันอยู่ตรงไหน Infographic จาก Live Science อาจช่วยเราได้อีกครั้ง suppression pool มีอีกชื่อว่า Torus ก็คือ ท่อรูปโดนัทตรงข้างล่างเตานั่นเอง

 

 

ที่มาของข่าวทั้งหมด : Jusci.net

 

14 มีนาคม 2011- การระเบิดเกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้าที่3

 

 เมื่อเวลา 11.01 น. ตามเวลาท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น เกิดการระเบิดของเตาปฏิกรเตาที่ 3 สืบเนื่องมาจากไฮโดรเจนที่ได้กล่าวไว้ในก่อนหน้านี้ ตอนนี้ตามรายงานข่าวมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ 11 คน แต่ตัวเตาปฏิกรยังไม่มีรายงานว่าได้รับความเสียหาย ตามอ่านต่อทีนี่ครับ http://www3.nhk.or.jp/daily/english/14_26.html

 

13 มีนาคม 2011- โรงไฟฟ้าฟุกุชิมาอาจจะมีระเบิดอีกครั้ง

 

คนที่ติดตามข่าวช่วงเมื่อหัวค่ำคงทราบแล้วว่าตอนนี้ทางการญี่ปุ่นได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเพิ่มกับเตาปฏิกรณ์ที่ 3 ของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาโรงที่ 1 แล้ว (Fukushima Daiichi Plant)

 

 

Yukio Edano เลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่น (Chief Cabinet Secretary) แถลงว่า เนื่องจากความร้อนที่สะสมภายในเตาปฏิกรณ์ที่ 3 ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต แม้ว่าก่อนหน้านี้จะได้มีการเปิดวาล์วเพื่อปล่อยไอน้ำบางส่วนออกมาและปั๊มน้ำเย็นเข้าไปแทนที่ แต่ด้วยความผิดพลาดทางเทคนิคบางประการ ดูเหมือนน้ำทะเลจะปนเข้าไปด้วยทำให้กระแสน้ำไหลเข้าไม่คงที่ การแก้ไขจึงกินเวลานานกว่าที่ควรจะเป็น ช่างเทคนิคของ TEPCO คาดว่าตอนนี้ในเตาปฏิกรณ์ที่ 3 น่าจะมีปริมาณของก๊าซไฮโดรเจนสะสมในปริมาณมาก หากปล่อยให้เจอกับก๊าซออกซิเจนและประกายไฟก็มีโอกาสที่จะระเบิดตูมตามกันอีกรอบได้ (เมื่อวานระเบิดที่เตาปฏิกรณ์ที่ 1 ก็มีสาเหตุมาจากไฮโดรเจนที่สะสมนี่แหละ)

 

เหตุการณ์ของเตาปฏิกรณ์ที่ 3 ในตอนนี้จึงอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างที่สุด หากเปิดระบายก๊าซไม่ถูกวิธี ก็จะเกิดระเบิด หากไม่เปิดเลย ก็มีความเสี่ยงที่ความดันและอุณหภูมิในเตาปฏิกรณ์สูงจนแท่งเชื้อเพลิงหลอมละลาย

ถ้านั่นยังฟังแล้วน่ากลัวไม่พอ เตาปฏิกรณ์ที่ 3 ยังมีความพิเศษอีกอย่าง นั่นคือเชื้อเพลิงในเตาที่ 3 มีส่วนผสมของพลูโตเนียมกับยูเรเนียม ไม่ใช่แค่ยูเรเนียมอย่างเดียวเหมือนอย่างในเตาที่ 1

 

ข้อดีของการผสมพลูโตเนียมลงไปในแท่งเชื้อเพลิง คือ มันให้พลังงานความร้อนได้เร็วกว่าและมากกว่ายูเรเนียมอย่างเดียว (นี่เป็นสาเหตุที่พลูโตเนียมเป็นที่นิยมใช้ในหัวรบนิวเคลียร์ด้วย) ด้วยข้อดีนี้เองทำให้ในวินาทีนี้มันอันตรายยิ่งกว่า เพราะเกิดความร้อนสะสมมากกว่า นอกจากนี้พลูโตเนียมออกไซด์ยังติดไฟได้ด้วย

 

(ตามธรรมชาติของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน แม้ว่าในขั้นตอนการผลิตแท่งเชื้อเพลิงจะใส่แค่ยูเรเนียมลงไปอย่างเดียว พอเวลาผ่านไปก็จะมีพลูโตเนียมเกิดขึ้นด้วย แต่การใส่พลูโตเนียมลงไปในขั้นตอนการผลิตเลยนั้นจะส่งผลให้เชื้อเพลิงมีความเข้มข้นของพลูโตเนียมสูงกว่านั้นมาก)

 

ตอนนี้ TEPCO กำลังปั๊มน้ำทะเลผสม boric acid เข้าไปเพื่อหยุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ (ตามทฤษฏี ธาตุ Boron ใน boric acid จะจับกับนิวตรอนยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันไม่สามารถเกิดต่อไปได้)

 

 

***************************************************************** 

 

 

เมื่อเวลาประมาณ 15:36 น. ของเมื่อวานนี้ (12 มีนาคม 2011) มีรายงานว่าเกิดเสียงระเบิดที่บริเวณเตาปฏิกรณ์ที่ 1 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมาโรงที่ 1 (Fukushima Daiichi Plant) ตามมาด้วยภาพฝุ่นควันพวยพุ่งและกำแพงที่ถล่มลงมาทั้งด้าน ประกอบกับข่าวรายงานการตรวจพบกัมมันตรังสีและสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลทำให้ทั่วโลกวิตกกังวลว่าฟุกุชิมาจะเป็น Chernobyl รอบสองหรือไม่

 

อย่างแรก คือ เรื่องการระเบิดที่เกิดเมื่อวาน

 

แทบจะในทันทีที่เกิดแผ่นดินไหว Tokyo Electric Power Company (TEPCO) ได้สั่งหยุดเครื่องเตาปฏิกรณ์ของทั้งสองโรงไฟฟ้าในฟุกุชิมาทุกเตา ซึ่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน เนื่องจากเป็นจุดที่ใกล้กับศูนย์กลางของแผ่นดินไหวมากเกินกว่าจะเสี่ยงเดินเครื่องต่อไปได้

 

การหยุดเครื่องเตาปฏิกรณ์ที่เป็นแบบ boiling water reactor (BWR) นั้นทำได้โดยการจุ่มแท่งควบคุม (control rod) ลงไปในเตาปฏิกรณ์ แท่งควบคุมนี้จะทำหน้าที่กันไม่ให้นิวตรอนจากแท่งเชื้อเพลิงแท่งหนึ่งวิ่งไปชนแท่งเชื้อเพลิงอีกแท่ง เป็นการลดอัตราการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่

 

ปัญหาที่ตามมาจากการหยุดเครื่องเตาปฏิกรณ์ คือ ความร้อนที่สะสมในเตาปฏิกรณ์ เนื่องจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ในแท่งเชื้อเพลิงยังไม่หยุดไปเสียทีเดียว ในภาวะปกติของระบบ BWR จะมีปั๊มน้ำดึงน้ำเย็นเข้ามาหล่อเลี้ยงแท่งเชื้อเพลิงตลอดเวลา (ไอน้ำที่เกิดจากการระเหยของน้ำหล่อเย็นก็จะถูกใช้ในการปั่นกังหันเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้านั้นเอง -- ดูภาพประกอบได้จาก Infographic ของ Live Science ท้ายข่าว) แต่เมื่อเครื่องหยุดทำงาน ปั๊มน้ำก็ต้องหยุดไปด้วยโดยปริยาย ความร้อนสะสมนี้จะทำให้น้ำที่อยู่ในปฏิกรณ์ระเหยเป็นไอ และถ้าหากปล่อยไปเรื่อยๆ ความดันไอน้ำจะมากพอจน "ตู้มมมมมมม!"

 

TEPCO แก้ปัญหานี้โดยเอาเครื่องปั๊มดีเซลมาปั๊มน้ำเข้าไปแทนชั่วคราวจนกว่าปฏิกิริยาทั้งหมดจะดับลง แต่ด้วยไม่รู้สาเหตุอะไร เครื่องปั๊มดีเซลทำงานได้เพียงประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เลยต้องพึ่งพลังงานสำรองจากแบตเตอรี่ซึ่งก็ซื้อเวลาได้อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

เมื่อหมดปัญญากับเครื่องปั๊มน้ำแล้ว TEPCO จึงดึงแผนสำรองที่สองออกมาใช้ นั่นคือการเปิดวาล์วปล่อยไอน้ำบางส่วนออกมาจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อลดความดันในเตา ไอน้ำเหล่านี้มีการปนเปื้อนกัมมันตรังสีอยู่เล็กน้อย ส่วนใหญ่เกิดจากไอโซโทปของไนโตรเจน-16 ซึ่งนี่เองเป็นสาเหตุว่าทำไมเมื่อวานจึงมีรายงานข่าวว่าพบปริมาณกัมมันตรังสีรอบๆ เตาปฏิกรณ์สูงกว่าระดับปกติถึง 1,000 เท่า นักวิทยาศาสตร์และทาง TEPCO ยืนยันว่าไอโซโทปเหล่านี้มีอายุสั้น ดังนั้นมันจะไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

 

ทุกอย่างดูดี แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่ออกมาพร้อมๆ กับไอน้ำ คือ ตัวการของการระเบิดเมื่อวานนี้

 

ไฮโดรเจน นั่นเอง

 

ไฮโดรเจนมาจากไหน? และเกี่ยวอะไรด้วย?

 

แท่งเชื้อเพลิงของเตาปฏิกรณ์ปรมาณูแบบ BWR คือ ยูเรเนียมหุ้มด้วยโลหะ zirconium หลอมเป็นแท่งทรงกระบอก ซึ่งถ้ามันจุ่มอยู่ในน้ำเหลวๆ ตามปกติที่มันควรเป็นก็จะไม่มีปัญหาอย่างใด แต่ในกรณีของเมื่อวานนั้น คาดการณ์กันว่าน้ำในเตาปฏิกรณ์จะระเหยเป็นไอมากจนทำให้แท่งเชื้อเพลิงบางส่วนโผล่ขึ้นพ้นระดับน้ำ ประกอบกับอุณหภูมิที่สูงมากเกิน 1,500 องศาเซลเซียส ทำให้ zirconium ที่หุ้มอยู่ทำปฏิกิริยากับไอน้ำอย่างรวดเร็ว เกิดเป็น zirconium oxide (จะเรียกว่าเป็นสนิมของ zirconium ก็ได้) และไฮโดรเจน

 

ไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่ติดไฟในอากาศที่มีออกซิเจนได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ตอนที่มันยังอยู่ในเตาปฏิกรณ์ มันก็ไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก เพราะในเตาปฏิกรณ์ไม่มีออกซิเจนมากพอจะทำให้เกิดติดไฟได้ แต่เมื่อ TEPCO เปิดวาล์วปล่อยไอน้ำออกมาเท่านั้นแหละ ไฮโดรเจนซึ่งเป็นก๊าซที่เบากว่าไอน้ำก็ออกมาด้วย (จริงๆ ต้องพูดว่ามันวิ่งนำหน้าออกมาด้วยซ้ำ)

 

 

 

 

จากการรายงานของ TEPCO และทางการญี่ปุ่น การระเบิดเมื่อวานกระทบเพียงโครงสร้างอาคารและกำแพงที่เป็นปูนซีเมนต์เท่านั้น ส่วนโลหะที่ครอบเตาปฏิกรณ์ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด แม้ภาพที่ออกมาจะดูรุนแรงไปสักหน่อยก็ตาม (แค่กำแพงหายไปหนึ่งแถบเอง) เชื้อเพลิงยังคงสบายดีอยู่ในเตาปฏิกรณ์ ไม่มีหลุดออกมาวิ่งเล่นข้างนอก

 

อย่างที่สอง คือ ความกังวลเกี่ยวกับเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ยังร้อนจัดอยู่ในเตาปฏิกรณ์

นอกจากเมื่อวานจะมีการตรวจพบกัมมันตรังสีรั่วออกมาแล้ว ยังมีของแถมอีกอย่างเป็นไอโซโทปกัมมันตรังสีของ cesium ซึ่งสร้างความตระหนกตกใจให้กับนักวิทยาศาสตร์พอสมควร

 

กรณีของ cesium นี้มีนัยยะอันตรายกว่าการระเบิดเมื่อวานด้วยซ้ำ เนื่องจากมันเป็นสัญญาณว่ามีอะไรผิดปกติกับแท่งเชื้อเพลิงแล้ว cesium และไอโซโทปธาตุกัมมันตรังสีอื่นๆ เช่น ไอโอดีน คือสิ่งที่เรียกว่า fission fragment ที่ได้จากการสลายตัวของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน ตามปกติมันควรจะถูกกักอยู่ในแท่งเชื้อเพลิง การที่พบ cesium หลุดออกมาอยู่ข้างนอกเตาปฏิกรณ์จึงสามารถแปลผลได้ว่าแท่งเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์เกิดการรั่วแล้ว นักวิทยาศาสตร์คาดกันว่าน่าจะเป็นเพราะแท่งเชื้อเพลิงโผล่พ้นน้ำนานเกินไป จนทำให้ zirconium ที่หุ้มอยู่ทำปฏิกิริยากับไอน้ำแล้วหลุดลอกออกไปบางส่วน ตอนนี้ทาง TEPCO ยังไม่เผยรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

แผนรับมือขั้นสุดท้ายที่ TEPCO กำลังงัดออกมาใช้ คือ การปั๊มน้ำทะเลผสม boric acid เข้าท่วมเตาปฏิกรณ์ที่ 1 ตามทฤษฎีแล้ว boron ใน boric acid จะเข้าไปหยุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ในแท่งเชื้อเพลิง น้ำทะเลจะเข้าไปทำให้แกนแท่งเย็นลงและกัดกร่อนจนแท่งเชื้อเพลิงใช้งานไม่ได้อีกต่อไป พูดกันง่ายๆ คือ ปิดกิจการเตาที่ 1 ถาวรไปเลย

 

เป็นไปได้ว่า TEPCO อาจจะตัดสินใจปิดเตาปฏิกรณ์อันอื่นในโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาโรงที่ 1 ทิ้งไปพร้อมกันทั้งโรงด้วย เนื่องจากโรงไฟฟ้านี้ก็เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1971 และก็ใกล้จะเข้าสู่วาระเกษียณเต็มทีอยู่แล้ว

 

อย่างที่สาม คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมามีโอกาสดำเนินรอยตามรุ่นพี่อย่างที่ Chernobyl และ Three Mile Island หรือไม่

 

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าความกังวลที่ฟุกุชิมาตอนนี้ในแบบที่เลวร้ายสุดๆ (Worst case scenario) คือ "การหลอมละลาย" ของแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นภาวะที่แตกต่างจากสาเหตุการระเบิดที่ Chernobyl ปี 1986 (อันนั้นเกิดจากความดันไอน้ำสะสมจนแท่งกราไฟต์ในเตาปฏิกรณ์ระเบิด ส่งธาตุกัมมันตรังสีข้างในพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโดยรอบมากมาย -- ซึ่งฟุกุชิมาไม่ใช้แท่งกราไฟต์แบบที่ว่า) และโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาก็ได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยสูงกว่าที่ Chernobyl อยู่มากโข

 

การหลอมละลายของแท่งเชื้อเพลิงเกิดจากการที่แท่งเชื้อเพลิงมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนเกินขีดจำกัด โลหะที่ครอบแท่งเชื้อเพลิงอยู่จะระเบิดแตกออกไป สารกัมมันตรังสีที่เป็น fission fragments ทั้งหลายก็จะหลุดลอยออกสู่อากาศ ส่วนเชื้อเพลิงข้างในจะค่อยๆ หลอมเหลวและไหลหลุดออกมาจากแท่ง เชื้อเพลิงหลอมเหลวพวกนี้บางส่วนจะติดไฟ บางส่วนจะไหลลงก้นถังเตาปฎิกรณ์และหลอมจนตัวถังทะลุ และถ้าเชื้อเพลิงเหล่านี้ยังไม่หมดความบ้าพลัง มันก็จะหลอมโลหะที่ครอบเตาด้วย ทำให้เกิดการรั่วไหลของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ไปสู่สิ่งแวดล้อม คล้ายๆ กับที่เกิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ Three Mile Island ปี 1979

 

ปัจจุบัน ทางการญี่ปุ่นจัดให้เหตุการณ์ในฟุกุชิมาอยู่ในระดับ 4 หรือระดับ "อุบัติเหตุที่กระทบพื้นที่ระดับท้องถิ่น" ตามเกณฑ์ของ International Nuclear and Radiological Event Scale ซึ่งมีระดับตั้งแต่ 1-7 นับจากต่ำสุดไปสูงสุด เหตุการณ์ที่ Three Mile Island อยู่ในระดับ 5 ส่วน Chernobyl ครองแชมป์หายนะตลอดกาลด้วยระดับสูงสุด 7

 

หลังจากการประกาศภาวะฉุกเฉิน มีการอพยพผู้คนรอบรัศมี 20 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งไปแล้วประมาณ 200,000 คน บางส่วนในนี้มีความเสี่ยงที่จะได้รับกัมมันตรังสีด้วย ซึ่งทางศูนย์อพยพก็ได้มีการสแกนตรวจสอบและแจกจ่าย จักษุธาตุ เอ๊ย ไอโอดีนให้กับประชาชนที่มีความเสี่ยงทุกคน เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้ร่างกายดูดซับสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ระบบอวัยวะภายใน

 

ตอนนี้ทุกอย่างยังอยู่ในสภาวะที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุด แม้ว่าอุบัติเหตุในระดับ Chernobyl นั้นจะมีความเป็นไปได้น้อย แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ (ความเป็นไปได้ที่มากกว่าคือเหตุการณ์อย่าง Three Mile Island ซึ่งก็ยังมีโอกาสน้อยอยู่ดี เพราะแผนการรับมือของ TEPCO เรียกได้ว่า "อยู่ในขั้นที่ดีมากๆ") อย่าลืมว่าตอนนี้ TEPCO และรัฐบาลญี่ปุ่นมีเตาปฏิกรณ์ให้จัดการพร้อมกันถึง 6 เตา ความผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวอาจนำไปสู่หายนะได้ทุกวินาที

 

 

infographic  จาก Live Science

 

 

ที่มาของบทความข่าวนี้:JuSci.net

 

ขอแถมคลิปวีดีโอจาก Youtube ไว้ท้ายข่าวนะครับ

 

 

About the Author

เขียนตามอารมณ์และความรู้สึกที่อยากจะเขียน (เอาแต่ใจชะมัด)

Comments

nitinart's picture

อยากรู้จังเลยว่าตอนนี้ยังมีใครที่คิดว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ปลอดภัยอีกหรือเปล่า  ได้ข่าวว่าประเทศไทยก็อยากจะมีโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กับเค๊าบ้าง  คนที่อยากได้ก็บอกว่าเป็นพลังงานที่สะอาดที่สุดแล้ว (ไม่นับพลังงานที่มาจาก renewable energy)  ถ้าไม่มีเหตุอะไร ก็คงจะจริง  แต่ถ้ามีเหตุอะไรเกิดขึ้น  โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ก็จะอันตรายที่สุด  
 
คนที่อยากได้โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์  ถ้าเราไปถามเค๊าว่า ขอตั้งโรงงานหลังบ้านคุณนะ  คุณจะยอมมั๊ย  ถ้าคุณคิดว่ามันปลอดภัยจริง  คุณก็คงจะยอม  แต่ถ้าคุณไม่ยอม  ก็แปลว่าคุณอยากได้ประโยชน์จากโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ แต่ไม่พร้อมที่จะยอมรับความเสี่ยงที่มากับมัน...
 
ขนาดประเทศญี่ปุ่นที่นับว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงมากๆ ยังรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ค่อยจะได้  ถ้าเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดกับประเทศไทยล่ะ  เราพร้อมที่รับมือกับมันหรือเปล่า

Buy Less, Choose Well, Make it Last. - Vivienne Westwood